นพ.พลากร พนารัตน์   

รู้เท่าทัน COVID-19 

 

ขณะนี้มีการระบาดของโรค COronaVIrus Disease 2019 (COVID-19) ซึ่งเป็นการระบาดนี้เกิดขึ้นทั่วโลก (Pandemic) ตามประกาศขององค์การอนามัยโลก วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2563 ซึ่งการระบาดครั้งนี้เริ่มขึ้นที่ เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน โดยมีรายงานว่า พบผู้ป่วยชาวจีนกลุ่มหนึ่งเป็นโรคปอดอักเสบโดยที่ไม่ทราบสาเหตุแต่น่าจะเกิดจากเชื้อไวรัส เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563 (ตรงกับปี ค.ศ. 2019 จึงเป็นที่มาของชื่อโรค) และเมื่อได้ทำการสอบสวนโรค จึงพบว่าโรคปอดอักเสบนี้เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่ม โคโรนาไวรัส ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับไวรัสที่ก่อโรคซาร์ส (SARS) ที่เคยระบาดมาแล้วครั้งหนึ่งในประเทศจีน ในปี พ.ศ. 2545 และโรคเมิร์ส(MERS) ที่ระบาดในประเทศแถบตะวันออกกลาง ในปี พ.ศ. 2557 แต่จากการตรวจสอบทางพันธุกรรม พบว่าไวรัสโคโรนาที่ก่อให้เกิดการระบาดในครั้งนี้ เป็นสายพันธ์ใหม่ แต่มีความคล้ายคลึงกับ สายพันธ์ที่ก่อให้เกิดโรคซาร์สในอดีต จึงได้ชื่อไวรัสว่า SARS-CoV-2 ย่อมาจาก Severe Acute Respiratory Syndrome – CoronaVirus - 2 แปลได้ว่า กลุ่มอาการโรคติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง สำหรับที่มาของเชื้อไวรัสในการระบาดครั้งนี้ยังไม่แน่ชัด แต่ต้นกำเนิดเชื่อว่ามาจากค้างคาว และอาจมีสัตว์ตัวกลางที่นำโรคจากค้างคาวสู่คน แต่การระบาดทั่วโลกที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันนี้ เกิดจากการแพร่เชื้อจากคนสู่คนเป็นหลัก

เชื้อไวรัสโคโรนานี้ ติดต่อผ่านทางการไอ จาม สัมผัสน้ำมูก น้ำลาย จากผู้ติดเชื้อ ซึ่งอาจจะเป็นการรับละอองจากการไอจามโดยตรงมาสู่เยื่อบุตา จมูก ปากหรือผ่านการสัมผัสจากมือก็ได้ ยกตัวอย่าง ถ้าผู้ป่วยโรค COVID-19 ที่มีอาการไอ จาม เอามือไปสัมผัสน้ำมูกหรือน้ำลาย และไปจับมือคนอื่น หรือไปจับผิวสัมผัสของสิ่งที่ใช้มือร่วมกันจับบ่อย ๆ เช่น ลูกบิดประตู สวิตช์ไฟ โทรศัพท์ (รวมไปถึงอาหารที่ใช้มือด้วย) เชื้อไวรัสจะติดอยู่ที่พื้นผิววัสดุนั้น เมื่อผู้อื่นเอามือมาสัมผัส แล้วเอามือที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสมาสัมผัสบริเวณใบหน้า ขยี้ตา แคะจมูกหรือเอามือเข้าปาก ก็สามารถรับเชื้อไปได้ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าผู้ที่รับเชื้อจะต้องติดเชื้อหรือป่วยเป็นโรค COVID-19 ทุกคน เพราะการติดเชื้อนั้นขึ้นกับปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ ปริมาณไวรัสที่ได้รับ ภูมิคุ้มกันของร่างกาย และสภาพแวดล้อมด้วย (อุณหภูมิและความชื้น) โดยไวรัสตัวนี้ (รวมถึงไวรัสก่อโรคอื่น ๆ) ส่วนมากจะชอบอากาศเย็นและความชื้นสูง สำหรับการติดเชื้อทางอากาศ ในลักษณะละอองฝอยที่ไม่จำเป็นต้องไอ จามใส่ เพียงแค่อยู่ในพื้นที่ปิดที่อากาศไม่ถ่ายเทร่วมกันก็สามารถแพร่เชื้อได้แล้ว จะเกิดเฉพาะในกรณีระหว่างที่มีการพยาบาลที่ก่อให้เกิดละอองฝอยเท่านั้น เช่น การพ่นยา การใส่ท่อช่วยหายใจ การดูดเสมหะ การใช้เครื่องช่วยหายใจ และการกดหัวใจกู้ชีวิต (CPR) ดังนั้นในบริบทของชุมชนทั่วไป การแพร่กระจายทางอากาศ จึงเกิดขึ้นได้น้อยมาก

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอายุมาก ประมาณ 50 ปี พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิงเล็กน้อย ผู้ป่วยยิ่งอายุมาก หรือมีโรคประจำตัวเช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือการเสียชีวิตได้สูงกว่าคนที่อายุน้อยกว่าหรือไม่มีโรคประจำตัว ที่น่าสนใจคือ ในกลุ่มเด็ก พบว่าอาการน้อยมากหรืออาจไม่มีอาการใด ๆ เลยรวมไปถึงโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือการเสียชีวิตก็ต่ำมาก อย่างไรก็ตาม เด็กสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ในสังคมไทยมักมีความใกล้ชิดกับเด็ก โรค COVID-19 นี้มีระยะฟักตัว (ระยะเวลาตั้งแต่รับเชื้อจนถึงเริ่มมีอาการ) กว้างตั้งแต่ 2-14 วัน แต่โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 5 วัน อาการของผู้ป่วยติดเชื้อนั้น มีความหลากหลาย ตั้งแต่ไม่มีอาการเลยจนถึงมีอาการ เช่น ไข้ ไอ (มักจะไอแห้ง ๆ มากกว่ามีเสมหะ) เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว หายใจไม่สะดวก ถ่ายเหลว ซึ่งอาการเหล่านี้ไม่จำเพาะต่อโรคนี้เท่านั้น จึงไม่สามารถแยกได้จากการติดเชื้อไวรัสกลุ่มอื่น ๆ (เช่น ไข้หวัดใหญ่หรือไข้หวัดธรรมดา) ดังนั้นการวินิจฉัยจึงต้องใช้ปัจจัยเสี่ยงจากการสัมผัสโรคหรือใกล้ชิดผู้ป่วยที่เป็นโรคประกอบ ผู้ป่วยส่วนมากอาการไม่รุนแรง (ร้อยละ 80) ในขณะที่ร้อยละ 15 มีอาการรุนแรง ได้แก่ปอดอักเสบติดเชื้อ และมีเพียง ร้อยละ 5 ที่ต้องเข้าหออภิบาลผู้ป่วยหนัก (ICU) สำหรับอัตราการเสียชีวิตของโรคนี้ อยู่ที่ประมาณ ร้อยละ 1-3 ซึ่งถือว่าน้อยกว่าโรคซาร์สและเมิร์สที่เคยระบาดในอดีต (ร้อยละ 10 และ 37 ตามลำดับ) และเนื่องจากการที่โรคนี้ความรุนแรงน้อย ผู้ป่วยจึงสามารถที่จะเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ทั่วโลกได้ แม้จะป่วยเป็นโรค ทำให้เกิดการระบาดทั่วโลกอย่างที่ทราบกันทุกวันนี้

วิธีการคัดกรองผู้ป่วยที่มาโรงพยาบาล จึงเน้นที่อาการไข้ และ/หรือ อาการทางเดินหายใจ ร่วมกับประวัติสัมผัสโรค เพื่อประเมินว่าจำเป็นต้องได้รับการตรวจหาเชื้อหรือไม่ ถ้าผู้ป่วยมีอาการครบเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้นก็จะได้รับการตรวจหาเชื้อไวรัส ในขณะที่ผู้ที่มีแต่ประวัติเสี่ยงสัมผัสโรคแต่ไม่มีอาการ อาจไม่ได้รับการตรวจหาเชื้อนี้ อย่างไรก็ตาม การที่ไม่มีอาการอาจเป็นเพราะอยู่ในช่วงระยะฟักตัวก็เป็นได้ จึงแนะนำให้วัดไข้ทุกวันและสังเกตอาการตัวเอง พร้อมกับกักกันตัวเอง (quarantine) ไว้ก่อนจนครบ 14 วันหลังสัมผัสโรค แนวทางกักกันตัวแสดงดังภาพ ระหว่างกักตัวนี้ ถ้ามีอาการหรืออาการที่มีอยู่แล้วเป็นมากขึ้นให้ไป รพ. เพื่อรับการประเมินซ้ำอีกครั้ง ทั้งนี้ผู้ป่วยต้องแจ้งอาการและประวัติเดินทางตามความเป็นจริง

ทั้งนี้ เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคใหม่ อาการ ความรุนแรงและเกณฑ์การคัดกรองต่าง ๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ควรติดตามสถานการณ์ของโรคจากแหล่งที่เชื่อถือได้เป็นระยะ ๆ

 

การวินิจฉัยโรคนี้ในปัจจุบันวิธีที่ใช้คือ การเอาสิ่งส่งตรวจจากโพรงหลังจมูกและคอ ไปตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อ ซึ่งใช้เวลาในการตรวจไม่นานนัก (ไม่เกิน 1 วัน) แต่เนื่องจากมีผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สงสัยโรคนี้จำนวนมาก ผลการตรวจจึงอาจล่าช้าไปบ้าง เมื่อผลตรวจพบว่า ไม่มีเชื้อไวรัส ก็จะรักษาตามอาการและให้กลับบ้านไปแยกตัว (isolation) ต่อให้ครบ 14 วัน แต่ถ้าตรวจพบเชื้อไวรัส จะได้รับการรักษาใน รพ.จนอาการดีขึ้น และอาจให้ยารักษาไวรัสเฉพาะในบางรายที่อาการมาก (มีปอดอักเสบ) หรือมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนและการเสียชีวิต (เช่น อายุมาก มีโรคประจำตัวกลุ่มโรคปอด โรคหัวใจ)

จากวิธีการแพร่เชื้อดังกล่าวข้างต้น แนวทางการป้องกันรวมถึงการปฏิบัติตนระหว่างกักตัว มีดังนี้

  •            - ล้างมือด้วยน้ำและสบู่ หรือ แอลกอฮอล์เจลเป็นประจำ
  •            - หลีกเลี่ยงการเอามือมาสัมผัสบริเวณใบหน้า

 

  • ใส่หน้ากากอนามัยเมื่อต้องไปที่ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ชุมชนที่มีผู้คนหนาแน่น หรือ โรงพยาบาล กรณีหน้ากากอนามัยไม่เพียงพอ อาจใช้หน้ากากผ้า ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงหน้ากากอนามัยได้ เช่น ผ้ามิสลิน อย่างไรก็ตาม กรณีใส่หน้ากากอนามัยเพราะมีอาการป่วย ยังคงแนะนำหน้ากากอนามัยมากกว่าถ้าเป็นไปได้
  • เวลาไอจามให้ปิดปาก จมูกด้วยกระดาษชำระและทิ้งทันทีในถุง แล้วปิดปากถุงให้สนิทมิดชิด กรณีไม่มีกระดาษชำระ ให้ใช้แขนเสื้อแทนและรีบไปทำความสะอาดล้างมือทันที
  • หยุดเรียนหรือหยุดงาน และให้พักอยู่กับบ้าน ในห้องที่อากาศถ่ายเทสะดวก
  • รักษาระยะห่างจากคนอื่น เป็นระยะ 1 เมตร ออกนอกบ้านกรณีจำเป็น และรีบกลับบ้านทันทีเมื่อเสร็จธุระ
  • รับประทานอาหารแยกจากผู้อื่น ไม่ควรรับประทานอาหารในร้านอาหาร ควรซื้อกลับมาทานที่บ้านหรือที่พัก และกินอาหารที่ปรุงสดใหม่ๆ
  • แยกสิ่งของส่วนตัวจากผู้อื่น เช่น จามชาม ช้อนส้อม แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว
  • หลังเข้าห้องน้ำให้ปิดฝาโถส้วมก่อนกดชักโครก (เนื่องจากอาจมีกระจายของเชื้อในอุจจาระได้)
  • หลีกเลี่ยงการใช้นิ้วมือกับพื้นผิวที่ใช้มือสัมผัสบ่อย ๆ เช่น ลูกบอดประตู สวิตช์ไฟ ปุ่มกดลิฟต์ โดยให้ใช้ส่วนอื่นของมือเช่นหลังมือ หรืออุปกรณ์อื่น ๆ แทน และทำความสะอาดบ่อย ๆด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
  • การทำความสะอาดเสื้อผ้าใช้ผงซักฟอกหรือน้ำร้อนอุณหภูมิ 60-90 องศาเซลเซียส
  • ถ้ามีอาการ ไข้ หรืออาการทางเดินหายใจ ให้ไป รพ. โดนรถส่วนตัว หากเป็นไปได้หลีกเลี่ยงรถสาธารณะทุกประเภท ถ้าจำเป็นต้องไป รพ. ตามนัดเพื่อรักษาโรคประจำตัว ควรติดต่อโรงพยาบาลก่อนเพื่อตรวจสอบนโยบายการพบแพทย์หรือรับยา และถ้าต้องไป รพ. ให้ใส่หน้ากากอนามัยไปด้วยทุกครั้ง
  • วัคซีนสำหรับโรค COVID-19 อยู่ระหว่างการศึกษา อาจจะมีใช้ในอนาคต และวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่หรือวัคซีนป้องกันปอดอักเสบ ไม่สามารถป้องกันโรค COVID-19 นี้ได้ แต่ถ้ามีข้อบ่งชี้ของวัคซีนเหล่านี้ ควรได้รับตามเกณฑ์ปกติ
  • ผู้ป่วยที่เสียชีวิตแล้ว ไวรัสจะไม่แพร่เชื้อต่อ แต่ต้องระวังการสัมผัสสิ่งคัดหลั่งที่อาจติดตามตัว ญาติผู้เสียชีวิตจะได้รับศพผู้เสียชีวิตในถุงกันน้ำ ซึ่งห้ามเปิดถุงเด็ดขาด แล้วนำไปดำเนินการตามพิธีกรรมทางศาสนาได้

วิธีการคัดกรองผู้ป่วยที่มาโรงพยาบาล จึงเน้นที่อาการไข้ และ/หรือ อาการทางเดินหายใจ ร่วมกับประวัติสัมผัสโรค เพื่อประเมินว่าจำเป็นต้องได้รับการตรวจหาเชื้อหรือไม่ ถ้าผู้ป่วยมีอาการครบเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้นก็จะได้รับการตรวจหาเชื้อไวรัส ในขณะที่ผู้ที่มีแต่ประวัติเสี่ยงสัมผัสโรคแต่ไม่มีอาการ อาจไม่ได้รับการตรวจหาเชื้อนี้ อย่างไรก็ตาม การที่ไม่มีอาการอาจเป็นเพราะอยู่ในช่วงระยะฟักตัวก็เป็นได้ จึงแนะนำให้วัดไข้ทุกวันและสังเกตอาการตัวเอง พร้อมกับกักกันตัวเอง (quarantine) ไว้ก่อนจนครบ 14 วันหลังสัมผัสโรค แนวทางกักกันตัวแสดงดังภาพ ระหว่างกักตัวนี้ ถ้ามีอาการหรืออาการที่มีอยู่แล้วเป็นมากขึ้นให้ไป รพ. เพื่อรับการประเมินซ้ำอีกครั้ง ทั้งนี้ผู้ป่วยต้องแจ้งอาการและประวัติเดินทางตามความเป็นจริง

ทั้งนี้ เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคใหม่ อาการ ความรุนแรงและเกณฑ์การคัดกรองต่าง ๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ควรติดตามสถานการณ์ของโรคจากแหล่งที่เชื่อถือได้เป็นระยะ ๆ

 

การวินิจฉัยโรคนี้ในปัจจุบันวิธีที่ใช้คือ การเอาสิ่งส่งตรวจจากโพรงหลังจมูกและคอ ไปตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อ ซึ่งใช้เวลาในการตรวจไม่นานนัก (ไม่เกิน 1 วัน) แต่เนื่องจากมีผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สงสัยโรคนี้จำนวนมาก ผลการตรวจจึงอาจล่าช้าไปบ้าง เมื่อผลตรวจพบว่า ไม่มีเชื้อไวรัส ก็จะรักษาตามอาการและให้กลับบ้านไปแยกตัว (isolation) ต่อให้ครบ 14 วัน แต่ถ้าตรวจพบเชื้อไวรัส จะได้รับการรักษาใน รพ.จนอาการดีขึ้น และอาจให้ยารักษาไวรัสเฉพาะในบางรายที่อาการมาก (มีปอดอักเสบ) หรือมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนและการเสียชีวิต (เช่น อายุมาก มีโรคประจำตัวกลุ่มโรคปอด โรคหัวใจ)

จากวิธีการแพร่เชื้อดังกล่าวข้างต้น แนวทางการป้องกันรวมถึงการปฏิบัติตนระหว่างกักตัว มีดังนี้

- ล้างมือด้วยน้ำและสบู่ หรือ แอลกอฮอล์เจลเป็นประจำ

- หลีกเลี่ยงการเอามือมาสัมผัสบริเวณใบหน้า

 

  •            - ใส่หน้ากากอนามัยเมื่อต้องไปที่ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ชุมชนที่มีผู้คนหนาแน่น หรือ โรงพยาบาล กรณีหน้ากากอนามัยไม่เพียงพอ อาจใช้หน้ากากผ้า ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงหน้ากากอนามัยได้ เช่น ผ้ามิสลิน อย่างไรก็ตาม กรณีใส่หน้ากากอนามัยเพราะมีอาการป่วย ยังคงแนะนำหน้ากากอนามัยมากกว่าถ้าเป็นไปได้
  •            - เวลาไอจามให้ปิดปาก จมูกด้วยกระดาษชำระและทิ้งทันทีในถุง แล้วปิดปากถุงให้สนิทมิดชิด กรณีไม่มีกระดาษชำระ ให้ใช้แขนเสื้อแทนและรีบไปทำความสะอาดล้างมือทันที
  •            - หยุดเรียนหรือหยุดงาน และให้พักอยู่กับบ้าน ในห้องที่อากาศถ่ายเทสะดวก
  •            - รักษาระยะห่างจากคนอื่น เป็นระยะ 1 เมตร ออกนอกบ้านกรณีจำเป็น และรีบกลับบ้านทันทีเมื่อเสร็จธุระ
  •            - รับประทานอาหารแยกจากผู้อื่น ไม่ควรรับประทานอาหารในร้านอาหาร ควรซื้อกลับมาทานที่บ้านหรือที่พัก และกินอาหารที่ปรุงสดใหม่ๆ
  •            - แยกสิ่งของส่วนตัวจากผู้อื่น เช่น จามชาม ช้อนส้อม แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว
  •            - หลังเข้าห้องน้ำให้ปิดฝาโถส้วมก่อนกดชักโครก (เนื่องจากอาจมีกระจายของเชื้อในอุจจาระได้)
  •            - หลีกเลี่ยงการใช้นิ้วมือกับพื้นผิวที่ใช้มือสัมผัสบ่อย ๆ เช่น ลูกบอดประตู สวิตช์ไฟ ปุ่มกดลิฟต์ โดยให้ใช้ส่วนอื่นของมือเช่นหลังมือ หรืออุปกรณ์อื่น ๆ แทน และทำความสะอาดบ่อย ๆด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
  •            - การทำความสะอาดเสื้อผ้าใช้ผงซักฟอกหรือน้ำร้อนอุณหภูมิ 60-90 องศาเซลเซียส
  •            - ถ้ามีอาการ ไข้ หรืออาการทางเดินหายใจ ให้ไป รพ. โดนรถส่วนตัว หากเป็นไปได้หลีกเลี่ยงรถสาธารณะทุกประเภท ถ้าจำเป็นต้องไป รพ. ตามนัดเพื่อรักษาโรคประจำตัว ควรติดต่อโรงพยาบาลก่อนเพื่อตรวจสอบนโยบายการพบแพทย์หรือรับยา และถ้าต้องไป รพ. ให้ใส่หน้ากากอนามัยไปด้วยทุกครั้ง
  •            - วัคซีนสำหรับโรค COVID-19 อยู่ระหว่างการศึกษา อาจจะมีใช้ในอนาคต และวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่หรือวัคซีนป้องกันปอดอักเสบ ไม่สามารถป้องกันโรค COVID-19 นี้ได้ แต่ถ้ามีข้อบ่งชี้ของวัคซีนเหล่านี้ ควรได้รับตามเกณฑ์ปกติ
  •            - ผู้ป่วยที่เสียชีวิตแล้ว ไวรัสจะไม่แพร่เชื้อต่อ แต่ต้องระวังการสัมผัสสิ่งคัดหลั่งที่อาจติดตามตัว ญาติผู้เสียชีวิตจะได้รับศพผู้เสียชีวิตในถุงกันน้ำ ซึ่งห้ามเปิดถุงเด็ดขาด แล้วนำไปดำเนินการตามพิธีกรรมทางศาสนาได้
Copyright ? 2020 Queen Savang Vadhana Memorial Hospital  Rights Reserved.


joomla counter Queen Savang Vadhana Memorial Hospital