เวียนศีรษะ…บ้านหมุน

 

 

            

      แพทย์หญิงศิวพร เวชพานิช                     

   

            อาการเวียนศีรษะหรือมึนงง มักเป็นอาการที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์ สำหรับผู้ป่วยแล้วความหมายสองคำ นี้อาจไม่แตกต่างกัน แต่สำหรับแพทย์นั้น จำเป็นต้องแยกอาการให้ชัดเจนเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยที่ถูกต้อง และรักษาต่อไป

อาการเวียนศีรษะ (Dizziness) แบ่งเป็น 4 แบบ คือ

1. เวียนศีรษะแบบบ้านหมุน (Vertigo) รู้สึกว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวหรือตัวเองหมุนรอบ

2. มึนงงแต่ไม่มีบ้านหมุน (Light-headedness)

3. อาการวิงเวียนหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม (Presyncope)

4. ทรงตัวไม่อยู่ (Disequilibrium)

 การควบคุมการทรงตัวและรับรู้ตำแหน่งอาศัยอวัยวะหลายระบบทำงานร่วมกัน ได้แก่ ระบบสายตา และการมองเห็น ระบบกล้ามเนื้อและข้อต่อ ระบบรับรู้การทรงตัวของหูชั้นในและระบบประสาทส่วนกลาง ถ้ามีความผิดปกติจะทำให้เกิดอาการต่างๆ ได้แก่ เวียนศีรษะ เดินเซ คลื่นไส้ อาเจียน

สาเหตุของอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน แบ่งตามพยาธิสภาพได้เป็น 2 สาเหตุ คือ

1. ระบบรับรู้การทรงตัวของหูชั้นใน แบ่งเป็น ระบบประสาทส่วนปลายและระบบประสาทส่วนกลาง

2. สาเหตุอื่นๆที่ไม่ได้เกิดจากระบบการทรงตัวของหูชั้นใน ได้แก่ การมองเห็น การรับรู้ของกล้ามเนื้อและข้อต่อ สาเหตุจากจิตใจ รวมถึงสาเหตุจากการเสียการทำงานระบบการทรงตัวหลายระบบในผู้สูงอายุ

แพทย์วินิจฉัยโรคจากอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนได้อย่างไร ?

1. ซักประวัติ ลักษณะการเวียนศีรษะเป็นแบบใด ระยะเวลาที่เกิดอาการ ความถี่ของอาการ สาเหตุอะไรที่ เป็นตัวกระตุ้น อาการร่วมอื่นๆ เช่น หูอื้อ การได้ยินลดลง มองเห็นภาพซ้อน ชา เดินเซ ปัจจัยเสี่ยงต่อโรค ต่างๆ ประวัติการใช้ยา

2. ตรวจร่างกาย โดยตรวจความดันโลหิต ตรวจตา ตรวจหูดูว่ามีพยาธิสภาพที่หูชั้นนอกและชั้นกลางหรือไม่ รวมถึงการใช้ส้อมเสียงตรวจ ตรวจกล้ามเนื้อและการรับความรู้สึก ตรวจระบบประสาทอย่างละเอียดโดย ตรวจการทำงานของเส้นประสาทสมองและการทำงานของสมองน้อย เพื่อดูการทำงานประสานกันของ ระบบประสาท การเดินและการทรงตัว

3. การตรวจพิเศษ จะตรวจเพิ่มเติมในผู้ป่วยบางราย

3.1 การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ดูระดับความเข้มข้นเลือด ระดับน้ำตาล ไขมัน เกลือแร่ ฮอร์โมน ไทรอยด์ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ ตรวจหาเชื้อโรคซิฟิลิส

3.2 การตรวจการได้ยิน

3.3 การถ่ายภาพรังสีคอมพิวเตอร์และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อช่วยวินิจฉัยสาเหตุโรคในสมอง

โรคเวียนศีรษะที่พบบ่อย วินิจฉัยและรักษาอย่างไร ?

1. โรคตะกอนหินปูนหูชั้นในหลุด (Benign paroxysmal positional vertigo, BPPV)

   เกิดจากตะกอนหินปูนของหูชั้นในหลุด โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นข้างเดียว เมื่อมีการเคลื่อนไหวของ ศีรษะ จะท าให้ตะกอนหินปูนเคลื่อนที่ไปมา ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน มักพบในคนอายุ 50 ปีขึ้น

ไปหรือมีประวัติได้รับการบาดเจ็บที่ศีรษะ

การวินิจฉัย จากประวัติ ผู้ป่วยจะมีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนสัมพันธ์กับการเปลี่ยนตำแหน่งของศีรษะ เช่น

การนอนตะแคง อาการมักจะเป็นระยะเวลาสั้นๆ เป็นแค่ช่วงวินาทีถึงนาที การตรวจร่างกาย เมื่อให้ผู้ป่วยล้มตัวลงนอนอย่างรวดเร็วในท่าตะแคงศีรษะและห้อยศีรษะลงเล็กน้อย (DixHallpike maneuver)

ผู้ป่วยจะมีอาการเวียนศีรษะและมีการกระตุกของลูกตา (nystagmus) 

การรักษา การรักษาทางกายภาพถือเป็นวิธีมาตรฐานที่สุด โดยการจัดท่าเพื่อให้ตะกอนหินปูนเคลื่อนที่ออก จากอวัยวะควบคุมการทรงตัว (Epley maneuver) นอกจากนี้ยังมีท่ากายบริหารที่ผู้ป่วยสามารถท าได้เองที่ บ้าน (Brandt-Daroff exercises)  

การรักษาด้วยยา จะใช้เฉพาะช่วงที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วยเท่านั้น

การผ่าตัด ทำให้อาการเวียนศีรษะน้อยลงหรือหายไป จะผ่าตัดในกรณีการรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล

2. เส้นประสาทการทรงตัวอักเสบ (Vestibular neuritis)  

เกิดจากการติดเชื้อไวรัสของเส้นประสาทการทรงตัว

การวินิจฉัย มีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนอย่างรุนแรง โดยไม่มีความผิดปกติของการได้ยิน มักมีประวัติ ทางเดินหายใจอักเสบน ามาก่อน

การรักษา ให้ยากลุ่มกดการรับรู้ของระบบประสาทหูชั้นใน ผู้ป่วยมักจะมีอาการดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์

3. โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s disease)  

เกิดจากมีการสร้างน้ำมากเกินไปหรือดูดน้ำกลับน้อยเกินไปในหูชั้น ทำให้เกิดภาวะคั่งของน้ำในหู ชั้นในแล้วเกิดแรงดันในหูมากขึ้น พบในคนอายุช่วง 20-60ปี

การวินิจฉัย เวียนศีรษะบ้านหมุน เสียงดังรบกวนในหูหรือหูอื้อ การได้ยินลดลงจากประสาทหูเสื่อม มักเป็น ที่ความถี่ต่ำก่อน

การรักษา ให้ยากลุ่มกดการรับรู้ของระบบประสาทหูชั้นใน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ได้แก่ จ ากัดปริมาณเกลือไม่ควรเกิน2,000มิลลิกรัมต่อวัน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มบาง

ประเภท เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม แอลกอฮอล์

การผ่าตัด ได้แก่ ใส่ท่อระบาย น้ำในหูชั้นใน (Endotympanic shunt)

4. โรคเลือดไปเลี้ยงสมองส่วนหลังไม่เพียงพอ (Vertebrobasilar insufficiency)   เกิดจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนหลังไม่เพียงพอ ส่งผลให้สมองส่วนก้านสมอง สมองน้อย หู ชั้นในขาดเลือด พบในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะคนที่มีกระดูกคอเสื่อมหรือโรคมีโรคหลอดเลือดอุดตัน

การวินิจฉัย เวียนศีรษะแบบฉับพลัน เห็นภาพซ้อน พูดไม่ชัด กลืนลำบาก ชาใบหน้า อ่อนแรงอัมพาตครึ่งซีก เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ CT , MRI หรือ MRA เพื่อช่วยในการวินิจฉัย

การรักษา ให้ยาต้านเกร็ดเลือดและลดปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่ ควบคุมระดับน้ำตาล ไขมันให้ปกติ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่สูบบุหรี่ ในกรณีที่เส้นเลือดตีบแคบจะต้องให้ยาละลายลิ่มเลือด

5. โรคเวียนศีรษะไมเกรน (Vestibular migraine)  

มักพบในช่วงอายุ 20–50ปี พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โดยมีประวัติปวดศีรษะไมเกรนมาก่อน

การวินิจฉัย มีอาการตาพร่ามัวเห็นแสงระยิบระยับร่วมกับมีอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน อาการมักเป็น นาทีถึงชั่วโมง

การรักษา รักษาเช่นเดียวกับโรคไมเกรน โดยหาปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการแล้วหลีกเลี่ยงปัจจัยนั้น พักผ่อนให้เพียงพอ กินยารักษาตามอาการ กรณีที่มีอาการปวดไมเกรนบ่อยควรกินยากลุ่มเบตา้บล็อกเกอร์ (Beta adrenergic blockers) เพื่อป้องกันไมเกรน

เมื่อมีอาการเวียนศีรษะเบื้องต้นควรทา อย่างไร ?

อาการเวียนศีรษะเป็นอาการที่ผู้ป่วยรู้สึกเหมือนจะล้มคว่ำ หรือโคลงเคลง ไม่ได้มีเหตุการณ์เกิดขึ้น จริง ดังนั้นเมื่อมีอาการผู้ป่วยควรจะอยู่นิ่งๆ ถ้ากำลังเดินอยู่ควรหยุดนั่งพักหรือนอนนิ่งๆ จะช่วยลดอาการ เวียนศีรษะ หากมีอาการคลื่นไส้มาก ควรกินยาบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์ ?

เมื่อมีอาการเวียนศีรษะรุนแรงหรือเป็นบ่อย รบกวนชีวิตประจ าวัน มีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น การได้ ยินลดลง หน้าเบี้ยว ชา อ่อนแรง เดินเซ หมดสติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาอย่าง เหมาะสม

 
Copyright ? 2018 Queen Savang Vadhana Memorial Hospital  Rights Reserved.


joomla counter Queen Savang Vadhana Memorial Hospital