ตาแห้ง

 

ตาแห้ง

 

            

    แพทย์หญิง ศุภนิดา ลิ้มพงศานุรักษ์                 

 

   

น้ำตาธรรมชาติ

น้ำตาสร้างจากเยื่อบุตา และ ต่อมน้ำตาบริเวณเปลือกตา ประกอบด้วย น้ำ ไขมัน และโปรตีนหลายชนิด ทุกครั้งที่กระพริบตา น้ำตาจะลงมาเคลือบบริเวณกระจกตา มีหน้าที่

  1. ให้ความชุ่มชื้น หล่อเลี้ยงให้สารอาหาร บริเวณกระจกตา
  2. นำออกซิเจนไปสู่กระจกตา
  3. ทำให้ผิวของกระจกตาเรียบ ใส ไม่เกิดการหักเหของแสง มองเห็นชัดเจน
  4. ป้องกันสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคที่จะเข้าสู่ดวงตา

 

 

ภาวะตาแห้งคืออะไร?

ภาวะตาแห้ง เป็นกลุ่มอาการที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มาพบจักษุแพทย์ เกิดจากความผิดปกติน้ำตา หรือน้ำตามีการระเหยที่มากผิดปกติ โดยอาจเป็นผลจาก

  1. น้ำตามีส่วนประกอบหรือปริมาณที่ผิดปกติ
  2. การอักเสบหรือบาดเจ็บบริเวณ กระจกตา เยื่อบุตา เปลือกตา ขนตา ต่อมน้ำตา และต่อมไขมันบริเวณเปลือกตา
  3. ความผิดปกติของปลายประสาทที่เกี่ยวข้องกับการกระพริบตา


อาการของภาวะตาแห้ง

  1. เคืองตา แสบตา ไม่อยากลืมตา
  2. รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมในตา
  3. ตามัวเป็นบางช่วงของวัน
  4. น้ำตาไหลมากผิดปกติ (พบหลังจากช่วงที่ตาแห้งมาก ทำให้เกิดการกระตุ้นให้ผลิตน้ำตามากผิดปกติ)
  5. มีขี้ตา
  6. ตาแดง

 

ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะตาแห้ง

สามารถเกิดได้จากปัจจัยหลายปัจจัยร่วมกัน

  1. อายุที่มากขึ้น
  2. เชื้อชาติเอเชีย
  3. พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย
  4. วัยหมดประจำเดือน
  5. ภาวะขาดฮอร์โมนเพศบางชนิด (Androgens)
  6. กลุ่มโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (SLE Sjogren’s syndrome Rheumatoid ฯลฯ)
  7. กลุ่มโรคผิวหนังอักเสบบริเวณใบหน้าบางชนิด
  8. โรคเบาหวาน ไทรอยด์
  9. ภาวะขาดวิตามินเอ
  10. เส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกระพริบตาถูกทำลาย
  11. ภาวะต่อต้านเนื้อเยื่อภายหลังการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก
  12. บริเวณดวงตาสัมผัสสารเคมี
  13. การใช้คอนแทคเลนส์
  14. การใช้ยาบางชนิด

ยาแก้แพ้ ยาฮอร์โมน ยาคุมกำเนิด ยาบางกลุ่มที่ใช้รักษาสิว โรคซึมเศร้า โรคพาร์กินสัน 
 

โรคหัวใจเต้นผิดปกติ โรคความดันโลหิตสูง 
 

* หากมีข้อสงสัยเรื่องผลข้างเคียงจากยาโปรดปรึกษาแพทย์ผู้รักษาก่อนหยุดใช้ยา

15.สภาพแวดล้อมที่แห้ง มีลมพัดแรง ควันบุหรี่ ฝุ่นควัน

16.การจ้องจอภาพคอมพิวเตอร์ มือถือ โทรทัศน์ เป็นเวลานาน

17.หลังการทำเลเซอร์แก้ไขสายตาสั้น การผ่าตัดต้อกระจก

แนวทางการรักษา

การเลือกแนวทางการรักษาแพทย์จะพิจารณาตามความรุนแรงของอาการในแต่ละบุคคล

oการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

  1. พักสายตาเป็นระยะ ไม่จ้องมองหน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลานาน 

พักสายตา 15 นาทีหลังมองจอภาพต่อเนื่องกัน 2 ชั่วโมง 

และทุก 20 นาที ละสายตาจากจอภาพ 20 วินาที

2.ใช้แว่นกันแดดที่มีกรอบครอบปิดบริเวณด้านข้างของตา

3.หยุดสูบบุหรี่ หรืออยู่ในพื้นที่ที่สัมผัสควันบุหรี่เป็นประจำ

4.หลีกเลี่ยงการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นต่ำ หรือลมแรง

5.หลีกเลี่ยงการใส่คอนแทคเลนส์เป็นเวลานานเกินจำเป็น

oการประคบอุ่น และการทำความสะอาดบริเวณเปลือกตา

oยาป้าย หรือเจลเพิ่มความชุ่มชื้นของตา

oยาหยอดตา

1.Artificial tear (น้ำตาเทียม)

แบบกระเปาะ

ไม่มีสารช่วยการคงสภาพ

 

เมื่อเปิดใช้แล้วสามารถใช้หยอดได้ 1 วัน

 

แบบขวด

 

  มีสารช่วยการคงสภาพ
สามารถใช้ต่อเนื่องได้ 1 เดือนไม่ต้องเปลี่ยนทุกวัน

 

2.สารช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำตา

3.สารสกัดจากสายสะดือ หรือจากเลือดของผู้ป่วย

4.Anti-inflammatory (สารช่วยลดการอักเสบ)

oการรักษาโรคที่เป็นสาเหตุให้เกิดภาวะตาแห้ง เช่น การรักษาการอักเสบบริเวณกระจกตา การรักษา Sjogren’s syndrome

oการรับประทานโอเมก้า 3 หรืออาหารที่มีส่วนประกอบของโอเมก้า 3 (ปลาทูน่า ปลาแซลมอน เป็นต้น)

oอุปกรณ์กระตุ้นระบบประสาทผ่านทางจมูกให้หลั่งน้ำตา

oคอนแทคเลนส์ชนิดพิเศษ ช่วยลดการระเหยของน้ำตา

oการผ่าตัด เพื่ออุดท่อน้ำตาชั่วคราว หรือถาวร

 

วิธีการหยอดตา

  1. ล้างมือก่อนหยอดตาทุกครั้ง
  2. นั่งเงยหน้า
  3. มือหนึ่งดึงเปลือกตาล่าง มืออีกข้างที่ถือขวดยาวางทับ หรือวางบนหน้าผาก
  4. หยอดตาเพียง 1 หยดต่อครั้ง ระวังไม่ให้ปลายสัมผัสขนตาและส่วนอื่นๆบริเวณตา
  5. หลังหยอดตาควรนั่งหลับตา
  6. หากมียาหยอดมากกว่า 1 ชนิด ควรเว้นห่างกัน 5 นาที
  7. ถอดคอนแทคเลนส์ก่อนหยอดยา ยกเว้น น้ำตาเทียมที่ไม่มีสารช่วยการคงสภาพ

          

 

 

Copyright ? 2018 Queen Savang Vadhana Memorial Hospital  Rights Reserved.


joomla counter Queen Savang Vadhana Memorial Hospital