“มารู้จัก...โรคกระดูกพรุน” กันเถอะ 

   

              นายแพทย์คณาธิป   จิตร์ภักดี                                                                                                              

ทำไมต้องรู้จักโรค “กระดูกพรุน”?

            โรคกระดูกพรุน อาจฟังดูไกลตัวนะครับ แต่จริงๆแล้วเป็นโรคที่อาจเปลี่ยนชีวิตของเราไปเลย เพราะเมื่อเราเป็นโรคกระดูกพรุนแล้วจะมีความเสี่ยงทำให้กระดูกหักได้ง่ายและรุนแรง เมื่อกระดูกหักไปแล้วก็มักจะฟื้นตัวได้ช้า ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนและความทุพพลภาพตามมาได้ครับ

กระดูกพรุนคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร?

            กระดูกพรุน คือภาวะที่มวลกระดูกลดลง ทำให้โครงสร้างของกระดูกอ่อนแอลงและกระดูกหักได้ง่าย  ปกติกระดูกของคนเราจะมีกระบวนการสร้างกระดูกใหม่ และทำลายกระดูกเก่าตลอดเวลา  เปรียบเหมือนมีการซ่อมบำรุงปรับปรุงโครงสร้างกระดูกตลอดเวลา ในวัยเด็กจนถึงช่วงหนุ่มสาว กระบวนการสร้างจะมีมากกว่าการทำลาย ร่างกายจะสะสมโครงสร้างกระดูก ทำให้เนื้อกระดูกมีความหนาแน่น จนกระทั่งถึงอายุ 25-30 ปี ก็จะเป็นช่วงที่ร่างกายมีโครงสร้างกระดูกหนาแน่นที่สุด จากนั้นก็จะปรับเข้าสู่ช่วงถดถอย คือกระบวนการสร้างกระดูกจะลดลง ทำให้มวลกระดูกค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ ตั้งแต่อายุเลย 30 ปี เป็นต้นไป

ทำไมผู้หญิงถึงมีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนมากกว่าผู้ชาย?

            ในผู้หญิงช่วงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจนในเลือดจะลดลง ซึ่งเอสโตรเจนจะเป็นตัวช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์สลายกระดูกย่อยสลายเนื้อกระดูกมากเกินไป เซลล์สลายกระดูกจึงทำงานอย่างเต็มที่ จนทำให้มีการสูญเสียกระดูกมากขึ้นในวัยหมดประจำเดือน ทำให้มวลกระดูกลดลงมากกว่าปกติ โดยอาจสูญเสียได้มากถึง 3 – 5% ต่อปี ในขณะที่คนปกติคือ 1% ต่อปีเท่านั้น ทำให้ผู้หญิงมีโอกาสเกิดภาวะกระดูกพรุน  และกระดูกหักจากกระดูกพรุนมากกว่าผู้ชาย

อาการเตือนของกระดูกพรุนคืออะไร?

            อาการเตือนกระดูกพรุนนั้นจะไม่มีสัญญาณหรืออาการเตือนที่ชัดเจนครับ จนกระทั่งเมื่อเกิดอาการไปแล้วจึงได้ทราบซึ่งส่วนมากผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนมักจะมาหาแพทย์ด้วยการหกล้ม หรือกระแทกไม่รุนแรงแล้วเกิดกระดูกหัก หรือมาเพราะมีปัญหาว่ารู้สึกตัวเตี้ยลง หรือหลังค่อมมากขึ้น เพราะเกิดจากการทรุดตัวของกระดูกสันหลังครับ

ปัจจัยเสี่ยงของโรคกระดุกพรุนมีอะไรบ้าง?

            1.เพศ พบว่าในเพศหญิงจะมีโรคกระดูกพรุนมากกว่าเพศชาย เนื่องจากเสียมวลกระดูกมากช่วงวัยหมดประจำเดือน

            2.อายุ มวลกระดูกจะลดลงเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่จะกระดูกพรุนมากกว่าวัยหนุ่มสาว

            3.เชื้อชาติ เป็นส่วนสำคัญ คนเอเชียและคนเชื้อสายยุโรป จะพบโรคกระดูกพรุนได้บ่อยกว่าคนเชื้อสายแอฟริกัน

            4.การมีคนในครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน ผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนมักจะมีประวัติการ มีโรคกระดูกพรุนของคนในครอบครัว
พบได้ถึง 50-90%

            5.มีดัชนีมวลกายต่ำเกินไป คนที่มีดัชนีมวลกายต่ำ คือลักษณะเป็นคนตัวผอมและสูง จะมีความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุนมากขึ้น

            6.แอลกอฮอล์และบุหรี่ถ้าดื่มหรือสูบมากไป

            แอลกอฮอล์ มีผลต่อการทำงานของตับ ทำให้ตับทำลายฮอร์โมนเอสโตรเจนมากขึ้น  ทำให้ระดับฮอร์โมนลดลง และยังไปทำลายเซลล์ที่มีหน้าที่สร้างกระดูกทำให้การสร้างกระดูกใหม่ลดลงได้อีก
            ส่วนบุหรี่ มีสารเคมีหลายชนิดที่มีผลต่อระบบฮอร์โมนและตับได้เช่นเดียวกัน และนิโคตินกับสารอนุมูลอิสระในบุหรี่
ยังไปทำลายเซลล์สร้างกระดูก ลดการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย จึงเสริมการเกิดกระดูกพรุน

            7.การใช้ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ ยาขับปัสสาวะบางชนิด ยากันชัก ยาฮอร์โมนไทรอยด์มักเกิดปัญหาเมื่อใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ

            8.การขาดสารอาหาร การขาดแคลเซียม วิตามินดี จะทำให้การสร้างกระดูกไม่ดีเท่าที่ควร

            9.การออกกำลังกายน้อย การสร้างกระดูกใหม่จะสัมพันธ์กับแรงที่มากระทำที่กระดูก ดังนั้น คนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย
มีการลงน้ำหนักที่กระดูกน้อย กระดูกก็จะบางลงเร็วกว่าปกติ

            10.โรคที่มีผลต่อฮอร์โมนและมวลกระดูก เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์ ไตวายเรื้อรัง โรคต่อมพาราไทรอยด์ทำงานมากผิดปกติ

 

จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคกระดูกพรุนหรือไม่?

            ในปัจจุบัน วิธีมาตรฐานในการตรวจโรคกระดูกพรุนสามารถทำได้ด้วยการตรวจด้วยเครื่องวัดความหนาแน่นของกระดูก โดยใช้รังสีเอกซเรย์ขนาดต่ำๆ ในบริเวณที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักบ่อย ได้แก่ ข้อมือ   ข้อสะโพก กระดูกสันหลัง หากค่าที่ได้นั้นมีค่าน้อยกว่ามวลกระดูกของคนปกติในวัยเดียวกันก็บ่งบอกว่าเป็นกระดูกบาง หากค่าที่วัดได้น้อยกว่ามวลกระดูกคนปกติมากๆ ก็จัดว่าเป็นโรคกระดูกพรุนครับ

 

ควรตรวจมวลกระดูกเมื่อใด?

            ผู้ที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุน คือผู้ป่วยที่สร้างกระดูกทดแทนได้น้อยลงมากเมื่อเทียบกับ   วัยหนุ่มสาว ผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรได้รับการตรวจมวลกระดูก ได้แก่
            1. ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป หรือหมดประจำเดือนเร็วกว่าอายุ 45-50 ปี 
            2. ผู้ชายอายุ 70 ปีขึ้นไป
            3. ผู้ป่วยอายุ 50 ปีขึ้นไปที่มีประวัติกระดูกหักจากอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง
            4. ผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยง เช่น เป็นโรครูมาตอยด์ ผู้ป่วยที่รับประทานยาสเตียรอยด์มาอย่างน้อย 3 เดือนติดต่อกัน           

 

โรคกระดูกพรุนสามารถหายได้หรือกลับมาเป็นปกติได้หรือไม่ ?

            เนื่องจากโรคกระดูกพรุน เกิดจากความเสื่อมตามธรรมชาติและตามวัย แต่มีลักษณะการดำเนินโรคอย่างค่อยเป็นค่อยไป ผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น ผู้หญิงวัยหมดประจาเดือน สามารถป้องกัน และชะลอการดำเนินโรคได้ วิธีการประกอบไปด้วยการรับประทานอาหารที่เหมาะสม การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และการป้องกันการล้มและอุบัติเหตุ

การรักษาป้องกันภาวะกระดูกพรุนทำได้อย่างไรบ้าง ต้องกินยาเลยหรือไม่ ?

          เมื่อพูดถึงการรักษา หลายคนอาจจะนึกถึงการกินยาบำรุงกระดูก แต่ความเป็นจริงแล้ว การรักษาป้องกันภาวะกระดูกพรุนมีหลากหลายวิธีมากกว่าการกินยาครับ

การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้หกล้ม

            เป้าหมายหนึ่งของการรักษาโรคกระดูกพรุน ก็คือ การป้องกันการแตกหักของกระดูก ซึ่งสิ่งที่ทำให้เกิดกระดูกหักได้บ่อยที่สุด ก็คือการหกล้ม ดังนั้นผู้ป่วยควรได้รับการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย จัดการเรื่องแสงสว่างให้เพียงพอ ติดตั้งราวจับหรือ ดูแลอย่าให้พื้นลื่นเพื่อป้องกันการล้ม ในผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวอื่นๆ  ควรรักษาโรคประจำตัวที่มีผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อหรือระบบประสาท เพื่อให้ร่างกายมีความคล่องตัว  ในการเคลื่อนไหว

การออกกำลังกาย

การออกกำลังกายช่วยให้มีผู้ป่วยมีความคล่องแคล่ว ทรงตัวได้ดี และมีกำลังกล้ามเนื้อมากขึ้น ทำให้โอกาสหกล้มลดลง นอกจากนี้ การออกกำลังกายยังกระตุ้นให้เกิดการสร้างมวลกระดูกมากขึ้น ทั้งนี้ ชนิดของการออกกำลังกายที่เหมาะสมก็ขึ้นอยู่กับโรคประจำตัวสภาพร่างกายเดิม และความหนาแน่นของมวลกระดูกเดิม 

 

ออกกำลังกายอย่างไรบ้างในผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน?

            สำหรับผู้ที่เริ่มมีอายุ คงไม่สามารถออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่เหมือนวัยหนุ่มสาว จึงแนะนํารูปแบบการออกกำลังกายดังนี้ครับ
            1. การออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก ช่วยเพิ่มมวลกระดูกได้ดี จึงมีประโยชน์ในการป้องกันโรคกระดูกพรุน  และเมื่อเกิดโรคนี้ขึ้นแล้ว
กิจกรรมทางกายและการออกกำลังกายยังช่วยลดการสูญเสียมวลกระดูกได้อีกด้วย

            1.1 เริ่มจากการเดิน เป็นวิธีที่ทำได้ง่าย การเดินออกกำลังกายปกติก็สามารถเพิ่มมวลกระดูกได้ เช่นกัน ผู้สูงอายุและผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนแล้ว
การเดินออกกำลังเป็นสิ่งที่เหมาะสมและ ปลอดภัยครับ

            1.2 วิ่งเหยาะ อาจจะไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาข้อเข่าหรือข้อสะโพกเสื่อม เนื่องจากมี น้ำหนักตกลงที่ข้อเข่าหรือข้อสะโพกมากกว่า

การเดิน 1-2 เท่า ไม่เหมาะกับผู้สูงอายุมากๆโดยเฉพาะผู้ที่มีสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง
            
1.3 โยคะ การรำมวยจีน สามารถลดการสูญเสียมวลกระดูกได้ และยังช่วยเพิ่มการทรงตัวและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าขา

นอกจากนี้ยังลดอาการปวดเข่าในผู้ป่วยเข่าเสื่อมได้อีก                                   

            1.4 การเต้นแอโรบิค การเต้นรำ หรือลีลาศ นอกจากช่วยเรื่องกระดูกพรุน ยังได้ความเพลิดเพลินและได้เข้าสังคมกับผู้อื่นด้วยครับ

            1.5 การเล่นกีฬาส่วนใหญ่ช่วยเพิ่มมวลกระดูก ยกเว้นการว่ายน้ำนะครับ
            การออกกำลังกายควรทำต่อเนื่องกัน 20-30 นาที อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และต้องทำ อย่างสม่ำเสมอ จะได้ผลด้านสุขภาพและการป้องกันโรคอื่นๆ ด้วยครับ

 นอกจากการออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก มีวิธีออกกำลังกายอย่างอื่นหรือไม่?

    การออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เช่น การยกน้ำหนัก แรงดึงที่เกิดขึ้นยังช่วยเพิ่มมวลกระดูก ความแข็งแรงที่เพิ่มขึ้นช่วยในการป้องกันการล้ม เป็นการลดความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหัก การยกน้ำหนักยังช่วยเพิ่มมวลกระดูกและความแข็งแรงเฉพาะส่วนที่น้ำหนักผ่าน แนะนำให้ออกกำลังกายยกน้ำหนักแขน เพื่อให้น้ำหนักผ่านข้อมือ กระดูกสันหลัง และกระดูกสะโพก
               1. ในการป้องกันโรคและในรายที่ยังไม่มีกระดูกหัก สามารถปรับเพิ่มน้ำหนักที่ยกได้ โดยทั่วไปให้เลือก น้ำหนักที่ยกได้ 10 ครั้ง
ติดต่อกันโดยไม่มีอาการล้าจนยกไม่ขึ้น แต่ละข้าง ยก 3 ชุด, ชุดละ 10 ครั้ง  5 วันต่อสัปดาห์
               2. ในผู้สูงอายุอาจให้เลือกน้ำหนักที่ยกได้ 12-15 ครั้งติดต่อกัน และยก 2-3 วันต่อสัปดาห์ หรืออาจใช้น้ำหนักตัวออกกำลังกาย
ต้านแรงโน้มถ่วง ทำท่าละ 10-20 ครั้ง วันละ 2-3 รอบทุกวัน ถ้ากล้ามเนื้อ
แข็งแรงขึ้น อาจใช้ถุงทรายรัดที่ข้อเท้าเป็นการเพิ่มน้ำหนัก

               3. ในรายที่มีกระดูกพรุนแล้ว ให้ยกตุ้มน้ำหนักด้วยมือแต่ละข้าง ๆ ละ 1-2 ปอนด์ เพิ่มน้ำหนักได้แต่ไม่ ควรเกิน 5 ปอนด์
               4. ถ้ามีอาการปวดกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายนานกว่า 2 วัน ให้งดการออกกำลังกาย จนหายปวดแล้ว เริ่มใหม่โดย
ลดความหนักลง กล้ามเนื้อที่ควรเน้นออกกำลังกาย ได้แก่ กล้ามเนื้อขา

ข้อควรระวังอย่างไรบ้างในการออกกำลังกาย?

             การออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกมาก ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง กระโดดเชือก ไม่ค่อยเหมาะกับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง และอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดกระดูกหักในรายที่มีกระดูกพรุนแล้ว แนะนำให้หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่มีการก้มหลัง นอกจากนี้ผู้ที่อายุมากกว่า 45 ปี หรือมีประวัติโรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนออกกำลังกายหนักครับ

เมื่อไหร่ต้องเริ่มกินยารักษาโรคกระดูกพรุน?

            ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน หรือ ผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไปที่วินิจฉัยเป็นโรคกระดูกพรุน หรือเคยมีประวัติกระดูกสะโพกหรือกระดูกสันหลังหัก หรือผู้ป่วยกระดูกบางที่แพทย์มีความเห็นว่าควรได้รับยาเพิ่มมวลกระดูก ยาที่ใช้ในการเพิ่มมวลกระดูกมีหลายชนิด ได้แก่ แคลเซียม วิตามินดี หรือยาที่ยับยั้งการทำลายมวลกระดูก ซึ่งการจะเลือกใช้ยาชนิดใดหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการประเมินจากแพทย์ที่รักษา ไม่ควรซื้อมารับประทานเองเพราะยาแต่ละชนิดต่างก็มีผลข้างเคียงครับ

มีผลข้างเคียงของยาอะไรบ้าง?

            ยาที่ใช้ในโรคกระดูกพรุนมีหลายชนิด กลุ่มที่ยับยั้งการสลายมวลกระดูก กลุ่มเพิ่มมวลกระดูก กลุ่มนี้อาจ มีผลข้างเคียงในเรื่องระบบทางเดินอาหาร อาจมีอาการแสบท้องคล้ายโรคกรดไหลย้อนได้ ผลต่อไต อาจะพบการขาดเลือดในกระดูกขากรรไกรได้ แต่พบน้อย หรือกลุ่มฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทนสำหรับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน อาจมีผลข้างเคียงในด้านความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก อาจต้องทำการตรวจกรองมะเร็งเต้านมและปากมดลูก และประเมินความเสี่ยงในเรื่องโรคหัวใจขาดเลือด ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง ไม่ควรเริ่มรับประทานยาเองครับ

อาหารที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงกระดูกพรุนเป็นอย่างไร ควรหลีกเลี่ยงอะไรบ้าง?

            ควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะไปรบกวนสมดุลแคลเซียมและวิตามินดีในร่างกาย ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญสำหรับกระดูก อีกทั้งยังเพิ่มระดับฮอร์โมนพาราไทรอยด์ซึ่งจะส่งผลให้การรักษาระดับแคลเซียมในร่างกายเสียไป การดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนักแบบต่อเนื่องทำให้การสร้างกระดูกแย่ลง และยังเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุต่างๆ เกิดกระดูกแตกหักตามมาได้ จึงแนะนำงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ครับ นอกจากนี้ การสูบบุหรี่ ก็มีผลทำให้ความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลง กระดูกพรุน เพิ่มความเสี่ยงของกระดูกแตกหัก และเมื่อเกิดกระดูกหักยังทำให้รักษาหายช้า การเลิกบุหรี่อย่างเด็ดขาดจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุนและอาการกระดูกแตกหักได้ครับ นอกจากนี้ยังช่วยลดโอกาสการเกิดมะเร็งปอด มะเร็งหลอดอาหาร โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้อีกด้วยครับ

กินแคลเซียมเสริมหรือไม่ ?

            การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียม และวิตามินดี หลีกเลี่ยงพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่อยู่กับที่ เป็นสิ่งที่ควรทำในทุกคนไม่ว่าท่านจะเป็นกระดูกพรุนหรือไม่ก็ตาม เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่าในอนาคตจะมีโรคอะไรที่เกิดขึ้นกับตัวเรา เพราะฉะนั้นต้องทำให้กระดูกแข็งแรง ด้วยการรับประทานแคลเซียมหรืออาหารที่มีแคลเซียมอยู่ไว้แต่เริ่มแรกจะได้ปลอดภัย

ความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุนขึ้นมาหรือไม่

            โดยปกติร่างกายคนทั่วไปต้องการแคลเซียมที่เพียงพอ คือ ประมาณวันละ 1,000 มิลลิกรัม แต่ผู้หญิงในช่วงวัยหมดประจำเดือน ควรรับประทานแคลเซียมวันละ 1,500 มิลลิกรัม ดังนั้นการเลือกรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงจึงมีความสำคัญ 
            
1. นมสด วันละ 1 - 2 แก้ว โดยปกตินมสด 200 ซีซี หรือ 1 กล่อง จะมีปริมาณแคลเซียมประมาณ250 mg.
            2. ปลาเล็กปลาน้อย ปลากรอบ กุ้งแห้ง กุ้งฝอย กะปิ ทั้งนี้ระวังอาหารที่มีรสชาติเค็ม จะทำให้ความดันขึ้นได้
            3. ผักใบเขียว โดยเฉพาะ กวางตุ้ง คะน้า ผักกาดเขียว มะเขือพวง อย่างไรก็ตามควรหลีกเลี่ยงผักจำพวกขี้เหล็ก
ผักโขม เนื่องจากมีสารต่อต้านการดูดซึมแคลเซียมได้

            4. เต้าหู้ โดยเฉพาะเต้าหู้ก้อนแข็ง

            สำหรับยาเม็ดแคลเซียมและวิตามินดีเสริม ผลิตภัณฑ์ยาแคลเซียมมีความแตกต่างกันที่รูปเกลือ ซึ่งจะให้ธาตุแคลเซียมได้ไม่เท่ากันแล้วแต่ชนิดของยา ปัญหาสำคัญของการรับประทานยาเม็ดแคลเซียม คือทำให้ท้องผูก จึงแนะนำให้ดื่มน้ำตามมากๆ และรับประทานผักผลไม้สดให้มากขึ้น และควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มรับประทานยาเสมอครับ

“กาแฟ” กินทุกวันมีผลเสียต่อกระดูกหรือไม่ ?

            โดยทั่วไปการรับประทานกาแฟพร้อมกับอาหารที่มีแคลเซียมจะทำให้แคลเซียมถูกดูดซึมในลำไสได้น้อยลง อย่างไรก็ดี หากมั่นใจว่าตนเองรับประทานแคลเซียมได้อย่างเพียงพอ และดื่มกาแฟไม่มากจนเกินไป ซึ่งผมแนะนำว่าไม่เกิน 1-2 แก้วต่อวัน ลักษณะนี้ร่างกายจะได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพออยู่แล้ว

อยากฝากอะไรถึงผู้ฟังบ้าง?

            โรคกระดูกพรุน เป็นโรคที่ใกล้ตัวหากเป็นแล้วมีผลเสีย ภาวะแทรกซ้อนตามมามากมาย โดยเฉพาะการเกิดกระดูกหัก ดังนั้นเราควรเตรียมตัวป้องกันแต่เนิ่นๆ ทั้งหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ งดบุหรี่ เหล้า เบียร์ ออกกำลังกายอย่างถูกวิธี รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่ มีแคลเซียม วิตามินดีเพียงพอ เพื่อรักษามวลกระดูกไม่ให้บางลง หากท่านใดต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน สงสัยว่าตนเองเป็นโรคกระดูกพรุนหรือไม่?  ป้องกันอย่างไร?  หากเป็นแล้วต้องรักษาอย่างไร?  สามารถพบแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกได้ที่แผนกผู้ป่วยนอกศัลยกรรมกระดูกและข้อ อาคารอนุสรณ์ ๑๐๐ ปี โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทย มีทีมแพทย์ให้คำปรึกษาและรักษาเกี่ยวกับโรคกระดูกพรุนได้นะครับ 

-----------------------------------------------------------

Copyright ? 2017 Queen Savang Vadhana Memorial Hospital  Rights Reserved.


joomla counter Queen Savang Vadhana Memorial Hospital