ปวดประจำเดือน....สัญญาณร้ายที่ไม่ควรมองข้าม !

   

แพทย์หญิงจุฬารัตน์  สุต๋า    

อาการปวดประจำเดือน เป็นอาการที่พบได้มากถึง 60 % ของสตรีวัยเจริญพันธุ์ ลักษณะอาการปวด จะคล้ายๆ ปวดเกร็ง ปวดบีบที่ท้องน้อยเป็นพักๆ อาจจะมีอาการปวดร้าวไปที่หลัง หรือลงหน้าขาได้ในบางราย อาการดังกล่าวจะเกิดขึ้นในช่วงที่เป็นประจำเดือน หากว่าท่านใดมีอาการปวดประจำเดือนทางที่ดีควรรีบมาปรึกษาแพทย์สูตินรีเวชกรรม เพราะถ้าหากปล่อยทิ้งไว้อาการปวดประจำเดือนอาจจะเป็นสัญญาณถึงโรคร้ายในอุ้งเชิงกรานของผู้หญิงได้นะค่ะ

 

อาการปวดประจำเดือน สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

1.อาการปวดประจำเดือนแบบปฐมภูมิ (Primary Dysmenorrhea) เป็นอาการปวดประจำเดือนที่ไม่มีพยาธิสภาพใดๆ อยู่ในอุ้งเชิงกราน แต่เกิดจากการที่ผนังมดลูกสร้างสารเคมีชื่อ Prostanoids ออกมามากเกินไป ซึ่งมักจะปวดพร้อมๆ กับที่มีเลือดประจำเดือนไหลออกมา และอาการปวดมักมีได้ไม่เกิน 2-3 วัน นับจากที่มีประจำเดือนวันแรก ถ้าแบบนี้ไม่น่ากลัวคะ แต่อาจจะรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันของผู้หญิงเราได้ อาจาจะมีอาการหงุดหงิดบ้างเล็กน้อย

 

2.อาการปวดประจำเดือนแบบทุติยภูมิ (Secondary Dysmenorrhea) เกิดจากการมีพยาธิสภาพบางอย่างในอุ้งเชิงกราน โดยเฉพาะมดลูก และรังไข่ ซึ่งโรคที่พบได้บ่อยในผู้ที่มีอาการปวดประจำเดือนแบบรุนแรงคือ โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) หรือที่รู้จักกันแพร่หลายในชื่อ ช็อคโกแลตซีสต์  และโรคผังผืดในกล้ามเนื้อมดลูก (Adenomyosis) อาการปวดมักจะรุนแรงกว่าอาการปวดประจำเดือนแบบปฐมภูมิ คืออาจเริ่มปวดได้ตั้งแต่ 1-2 สัปดาห์ก่อนมีประจำเดือน และอาการปวดอาจมีอยู่เรื่อยไปจนถึงประจำเดือนหมดแล้วประมาณ 2-3 วัน หากมีอาการแบบนี้ ควรรีบไปพบสูตินรีแพทย์โดยเร็ว เพื่อตรวจวินิจฉัยโรค และหาทางรักษาพยาบาลให้จำเพาะเจาะจงกับโรคที่เป็นเพื่อให้เหมาะสมกับผู้หญิงเป็นรายบุคคล 

การวินิจฉัยโรคในผู้ป่วยที่มาด้วยอาการปวดประจำเดือน

การวินิจฉัยโรคในผู้ป่วยที่มาด้วยอาการปวดประจำเดือน นอกจากการซักประวัติโดยละเอียดแล้ว การตรวจร่างกายด้วยการคลำหน้าท้อง และการตรวจภายใน ก็จะสามารถช่วยให้สูตินรีแพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้ ซึ่งแน่นอนค่ะว่าสาวๆ ส่วนใหญ่ มักไม่กล้าที่จะไปพบสูตินรีแพทย์ เพราะทั้งกลัวและอายที่จะตรวจภายใน จริงๆ แล้วการตรวจภายในนั้นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดนะคะ ยิ่งถ้าเทียบกับภัยสุขภาพที่อาจซ่อนอยู่ หากไม่ได้รับการรักษาพยาบาลที่เหมาะสมและทันท่วงที คงไม่ดีแน่ และในสาวๆ ที่ยังไม่เคยผ่านการมีเพศสัมพันธ์มาก่อนก็ไม่ต้องกังวลนะคะ สูตินรีแพทย์จะหลีกเลี่ยงการสอดใส่อุปกรณ์การตรวจเข้าไปในช่องคลอด                แต่ถ้าหากจำเป็นก็จะใช้วิธีตรวจผ่านทาช่องทวารหนักแทน

  

การรักษาอาการปวดประจำเดือน

การรักษาอาการปวดประจำเดือนหากตรวจพบว่าเป็นเพียงอาการปวดประจำเดือนแบบปฐมภูมิ การรักษาจะใช้เป็นยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่ เสตียรอยด์ (NSAIDs) ที่มีขายทั่วไปตามท้องตลาด ประเภทยา Ibuprofen, Mefenamic acid (Ponstan®), Diclofenac เป็นต้น โดยจะต้องพึงระวังข้อห้ามในการใช้ยากลุ่มนี้ ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ยา ผู้ป่วยที่มีประวัติโรคกระเพาะ หรือผู้ป่วยที่มีแผลเลือดออกในทางเดินอาหาร ผู้ป่วยโรคไตวาย โรคหอบ และโรคหัวใจ  ซึ่งการรักษาพยาบาลจะได้ผลดีควรจะเริ่มรับประทานยาตั้งแต่  1-3 วัน ก่อนที่ประจำเดือนจะมา แต่ถ้าหากสาวๆ คนใดรอบเดือนไม่สม่ำเสมอ ก็ให้เริ่มรับประทานยาทันที ที่ประจำเดือนมา อาการปวดประจำเดือนจะตอบสนองต่อการรักษาได้ดีหลังรับประทานยาไปแล้ว 4-6  รอบเดือน แต่ถ้าหากยังคงปวดประจำเดือนอยู่ ก็ไม่ควรปล่อยไว้  ควรรีบไปพบสูตินรีแพทย์ทันที เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณว่าผู้หญิงอาจจะมีโรคบางอย่างในอุ้งเชิงกราน ที่เป็นสาเหตุทำให้ปวดประจำเดือน ส่วนการรักษาพยาบาลก็จะเป็นไปตามโรคที่วินิจฉัย เช่น ใช้ยาฮอร์โมน หรือการผ่าตัดต่อไป

 

Copyright ? 2020 Queen Savang Vadhana Memorial Hospital  Rights Reserved.


joomla counter Queen Savang Vadhana Memorial Hospital