อ้วนนั้นสำคัญไฉน?

ออม  กิตติพร          

 

 

              ภาวะน้ำหนักเกิน  หรือโรคอ้วนมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคเรื้อรังมากมาย  เช่น โรคเบาหวาน  โรคความดันโลหิตสูง  โรคไขมันในเลือดสูง  โรคข้ออักเสบ  และโรคมะเร็งบางชนิด ฯลฯ  ดังนั้นถ้าควบคุมน้ำหนักตัว  ภาวะแทรกซ้อนของโรคเรื้อรังต่างๆ  ก็จะลดลงด้วย  

เกณฑ์เสี่ยงของโรคอ้วนลงพุง

              -   ผู้ชาย   วัดรอบเอวได้มากกว่า  90  ซม.

              -   ผู้หญิง   วัดรอบเอวได้มากกว่า  80  ซม.

บวกกับปัจจัยเสี่ยงอีก   2   ใน   4   อย่างต่อไปนี้

              1.   ความดันโลหิตสูง  130/85   มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป

              2.   น้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารสูง  100   มิลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป

              3.   ระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์สูง  150   มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป

              4.  ระดับไขมันเอช  ดี  แอล  คอเลสเตอรอล  ดังนี้

                -   ผู้หญิง   น้อยกว่า  40  มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

                -   ผู้ชาย   น้อยกว่า  50  มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร 

จะรู้ได้อย่างไร?   อ้วนหรือไม่?

ดัชนีมวลกาย  (Body  Mass  Index,  BMI)  เป็นวิธีคำนวณค่าที่ใช้ประเมินเนื้อเยื่อไขมันของร่างกายในผู้ใหญ่อายุ  20  ปีขึ้นไป  องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้คือใช้น้ำหนักตัวหน่วยเป็นกิโลกรัมหารด้วยส่วนสูงหน่วยเป็นเมตร  2  ครั้ง

ดัชนีมวลกาย   =    น้ำหนักตัว  (กิโลกรัม)

                                        ส่วนสูง  (เมตร)2

น้อยกว่า  18.5     กิโลกรัม/ตารางเมตร            จัดว่า      ผอม

18.5-22.9             กิโลกรัม/ตารางเมตร           จัดว่า      ปกติ

23.0-24.9              กิโลกรัม/ตารางเมตร          จัดว่า       ท้วม

25.0-29.9              กิโลกรัม/ตารางเมตร          จัดว่า       อ้วน

30.0-39.9              กิโลกรัม/ตารางเมตร          จัดว่า       อ้วนมาก

มากกว่า   40        กิโลกรัม/ตารางเมตร            จัดว่า       อ้วนอันตราย

ถ้าผลต่างความสูงและน้ำหนัก

มากกว่า   112                     จัดว่า     ผอม                         =             BMI  <  18.5

ระหว่าง   101-112              จัดว่า      ปกติ                       =             BMI  22.9-18.5

ระหว่าง   96-100                จัดว่า      ท้วม                       =             BMI  24.9-23.0

ระหว่าง  83-95                   จัดว่า       อ้วน                      =             BMI   29.9-25.0

ระหว่าง   58-82                  จัดว่า       อ้วนมาก               =             BMI   39.9-30.0

น้อยกว่าหรือเท่ากับ  57      จัดว่า       อ้วนอันตราย        =            BMI  >  40

รู้แล้วจะทำอย่างไร?

ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม  คือ  การเปลี่ยนนิสัยหรือพฤติกรรมเดิมๆ  แบบค่อยเป็นค่อยไปให้เป็นพฤติกรรมที่พึงประสงค์

เทคนิคที่  1    การเฝ้าติดตามพร้อมทั้งจัดเก็บบันทึกข้อมูลการกิน  และการเคลื่อนไหวออกกำลังกาย

                ถ้าคุณเริ่มค้นหานิสัยการกินของคุณตั้งแต่บัดนี้จะสามารถช่วยคุณเปลี่ยนพฤติกรรมการกินได้  วิธีการนี้จะคล้ายๆ  กับการแก้ไขปัญหาที่ลึกลับเรื่องหนึ่ง  โดยเริ่มด้วยการสำรวจหาร่องรอยก่อน  การจะค้นหาได้ต้องมีบันทึกข้อมูลการกินว่ากินอะไรบ้าง  ปริมาณเท่าไหร่  กินเวลาใด  กินกับใคร  กำลังทำอะไรอยู่ขณะกิน  ก่อนกิน  และหลังกินได้มีการเคลื่อนไหวร่างกายบ้างหรือไม่  และอารมณ์ขณะกินเป็นแบบใดก็จะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะทราบนิสัยการกินของคุณได้

เทคนิคที่  2   การควบคุมสิ่งกระตุ้น

                บางครั้งสัญญาณที่ทำให้กินคือความหิว   ความอยากอาหาร   หรือความปรารถนาที่จะกิน

ซึ่งอาจจะมีสาเหตุอื่นๆ  มากกว่าความหิว  สาเหตุอาจจะเป็นสถานที่  เหตุการณ์ของการกินได้ 

หรือความรู้สึกสามารถเป็นสาเหตุ

เมื่อสำรวจนิสัยการกินของคนอ้วนจะพบว่ากินมากเกินไปโดยไม่รู้ตัว  เช่น

                *   วันหยุดกินจุเป็นพิเศษ

                *   กินอาหารไม่เป็นเวลา

                *   กินก่อนนอนน้อยกว่า  3  ชั่วโมง

                *   กินไปทำอย่างอื่นไปพร้อมกัน

                *   กินแก้กลุ้ม

เทคนิคที่  3   การยับยั้ง

                โดยการทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อไม่ให้ไปนึกถึงเรื่องการกิน  ควรใช้วิธีการยับยั้งตอนต้น  เช่น

ทำกิจกรรมอื่นๆ  ให้เพลิดเพลินจนลืมอารมณ์นึกอยากกิน  หรือลองตั้งกฎเกณฑ์ใหม่ว่าจะกินเฉพาะที่โต๊ะอาหารเท่านั้น  หรือจะไม่กินหลังเวลาสองทุ่มเด็ดขาด

                ความอยากอาหารของมนุษย์ถูกควบคุมด้วยสมองส่วนที่เรียกว่าศูนย์ควบคุมความหิว   และความอิ่ม  ขณะท้องว่างศูนย์ความอิ่มจะถูกยับยั้งการทำงาน  ส่วนศูนย์ความหิวจะทำงานดีขึ้นทำให้

อยากกินอาหาร  ระยะเวลาที่ศูนย์ความอิ่มจะถูกกระตุ้นเต็มที่ทำให้รู้สึกอิ่มต้องใช้เวลา  15- 20 นาที หลังจากเริ่มกิน สำหรับคนกินเร็วกล่าวได้ว่ากว่าจะยับยั้งความหิวไว้ได้ก็กินเอากินเอาอย่างไม่รู้ตัว

จนเป็นสาเหตุให้กินเกินพอ

                ดังนั้นถ้าคุณกินข้าวหมด  1  จาน  ภายใน  10  นาที  สมองคุณจะยังไม่ได้รับข้อความสื่อสาร

ว่าคุณได้กินเพียงพอแล้วคุณก็จะกินอาหารมากขึ้นอีก  1  จาน  ภายหลังสมองคุณได้รับข้อความสื่อสารว่ากินแล้วได้ปิดปุ่มประสาทความหิวคุณก็จะกินมากเกินไปแล้ว

---------------------------------

 
 
Copyright ? 2020 Queen Savang Vadhana Memorial Hospital  Rights Reserved.


joomla counter Queen Savang Vadhana Memorial Hospital