โรคเอดส์กับการอยู่ร่วมกัน

 

                      นางพรเพ็ญ  เมธาจิตติพันธ์

คำว่า เอดส์ มาจากภาษาอังกฤษว่า AIDS ซึ่งย่อมาจากคำเต็มว่า Acquired Immuno   Deficiency Syndrome ซึ่งแต่ละคำมีความหมาย ดังนี้

              A = Acquired หมายถึง เกิดขึ้นภายหลัง ไม่ได้เป็นมาแต่กำเนิด หรือสืบทอดทางกรรมพันธุ์

              I = Immuno หมายถึง ระบบภูมิต้านทาน หรือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

              D = Deficiency หมายถึง ความบกพร่อง การขาดไปหรือเสื่อม

              S = Syndrome หมายถึง กลุ่มอาการคือมีอาการหลาย ๆ อย่างไม่เฉพาะที่ระบบใดระบบหนึ่ง

              แปลรวมว่า “กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันเสื่อม”  เป็นกลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสเอชไอวี เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาว ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย เสื่อม หรือบกพร่องลง เป็นผลทำให้เป็นโรคติดเชื้อ หรือเป็นมะเร็งบางชนิดได้ง่ายกว่าคนปกติ อาการมักจะรุนแรง เรื้อรัง และเสียชีวิตในที่สุดเชื้อเอชไอวีเป็นเชื้อไวรัสในกลุ่ม Lentivirus ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยของกลุ่มไวรัส Retrovirus ไวรัสกลุ่มนี้ขึ้นชื่อในด้านการมีระยะแฝงนาน การทำให้มีเชื้อไวรัสในกระแสเลือดนาน การติดเชื้อในระบบประสาท และการทำให้ภูมิคุ้มกันของผู้ติดเชื้ออ่อนแอลง เชื้อเอชไอวีมีความจำเพาะต่อเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 T lymphocyte และ Monocyte สูงมาก โดยจะจับกับเซลล์ CD4 และฝังตัวเข้าไปภายใน เชื้อเอชไอวีจะเพิ่มจำนวนโดยสร้างสายดีเอ็นเอโดยเอนไซม์ Reverse transcryptase หลังจากนั้นสายดีเอ็นเอของไวรัสจะแทรกเข้าไปในสายดีเอ็นเอของผู้ติดเชื้ออย่างถาวร และสามารถเพิ่มจำนวนต่อไปได้

                เชื้อเอชไอวีทำลายเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซท์ ที่มีชื่อว่า CD4 เมื่อเม็ดเลือดขาวชนิดนี้ต่ำลง จะทำให้ร่างกายขาดภูมิคุ้มกัน และเกิดอาการของโรคติดเชื้อฉวยโอกาสแทรกซ้อนในที่สุด

              ปัจจุบันในการวินิจฉัยว่าติดเชื้อหรือไม่ เราไม่ได้ตรวจหาเชื้อโดยตรง แต่เป็นการตรวจว่าร่างกายเรามีปฏิกิริยาต่อเชื้อหรือไม่ โดยการตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวี ซึ่งการตรวจดังกล่าวอาจให้ผลลบได้ในกรณีที่ได้รับเชื้อมาใหม่ ๆ เนื่องจากร่างกายยังไม่ได้สร้างปฏิกิริยาตอบสนองภายหลังการรับเชื้อบางรายอาจไม่มีอาการใดๆ เลย บางรายอาจมีอาการเหมือนการติดเชื้อไวรัสทั่วๆไป เช่น มีไข้ ผื่นตามตัว ต่อมน้ำเหลืองโต เจ็บคอ อาการมักกินเวลาสั้นๆ และหายไปได้เอง หลังจากนั้นผู้ป่วยจะไม่มีอาการใดๆ เลยเชื้อไวรัสจะส่งผลให้ระดับเม็ดเลืดขาวที่เรียกว่าซีดีโฟร์ลดลงอย่างช้าๆ จนผู้ป่วยเริ่มเกิดอาการของเอชไอวีเกิดขึ้น เช่น ฝ้าในปาก ผึ่นคันตามตัว น้ำหนักลด

อัตราเฉลี่ยของประเทศไทยตั้งแต่รับเชื้อจนเริ่มป่วยใช้เวลา 7-10 ปี ในช่วงที่เรามีเชื้อเอชไอวีอยู่ในร่างกายแต่ไม่ป่วยเพราะเรายังมีภูมิคุ้มกันที่ยังควบคุม หรือจัดการกับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายได้ เรียกว่า เป็นผู้ติดเชื้อ และเมื่อภูมิคุ้มกันถูกทำลายเหลือจำนวนน้อย จนไม่สามารถควบคุม หรือจัดการกับเชื้อโรคบางอย่างได้ทำให้เราป่วยด้วยเชื้อโรคนั้น ๆ เรียกว่าเราเริ่มมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นผู้ป่วยเอดส์ 

 

การตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอดส์ทำได้ 2 วิธี

              1. ตรวจจากแอนติเจน วิธีนี้สามารถทำได้ช่วง 7 - 14 วัน หลังจากมีความเสี่ยง ว่าจะให้ผลบวก หรือลบ เช่น วิธี  PCR  แต่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างจะสูง

              2. ตรวจจากแอนติบอดี้ วิธีนี้สามารถทำได้ช่วง 8 สัปดาห์ขึ้นไป หลังจากมีความเสี่ยง ว่าจะให้ ผลบวกหรือลบ ค่าใช้จ่ายจะถูกกว่า แต่ถ้าจะให้แน่นอน จะต้องหลัง 3  เดือนขึ้นไปจะเชื่อถือได้ดีสุด

 

หลักการใช้ยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีที่ดี

               เนื่องจากยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีมีผลลดจำนวนเชื้อไวรัสให้น้อยลง พร้อมทั้งเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดขาวซีดี4 เพิ่มมากขึ้น ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายดีขึ้น โอกาสที่จะ ติดเชื้อโรคฉวยโอกาสก็จะลดลง และสามารถดำเนินชีวิตได้เป็นปกติ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มียาที่ทำให้หายขาด ผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีที่เริ่มใช้ยาจึงต้องใช้ยาติดต่อกันอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพื่อยับยั้งเชื้อ ควบคุมไม่ให้เชื้อเพิ่มจำนวนมากขึ้นและจะต้องใช้ยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวี อย่างน้อย 3 ชนิด เพื่อให้เกิดผลดี ทั้งยังต้องกินยาตรงเวลาสม่ำเสมอทุกวัน มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาการดื้อยาได้ง่าย ดังนั้น ก่อนเริ่มใช้ยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวี ผู้ป่วยควรได้มีความรู้    และความเข้าใจเรื่องการใช้ยากลุ่มนี้ อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นวิธีใช้ จำนวนและขนาดของเม็ดยา  เวลาที่ใช้ยา ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ และมีความพร้อมในการปฏิบัติตามการใช้ยาอย่างถูกต้อง ตรงเวลา และสม่ำเสมอ ซึ่งสรุปได้เป็นข้อๆ ดังนี้

              1. การเริ่มใช้ยาจะต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดเท่านั้น

              2. ผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ต้องมีค่าระดับเม็ดเลือดขาวซีดี4 ต่ำกว่า 350 หรือเมื่อผู้ป่วยเริ่มมีอาการอื่นๆผิดปกติ อันใดอันหนึ่งของโรคติดเชื้อฉวยโอกาส

              3. ผู้ใช้ยาควรมีความรู้และความเข้าใจเรื่องการใช้ยากลุ่มนี้อย่างชัดเจน และมีความพร้อมปฏิบัติตามการใช้ยาอย่างถูกต้อง ตรงเวลา สม่ำเสมอ และต่อเนื่อง

              4. ต้องใช้ยาอย่างน้อย 3 ชนิดร่วมกัน ตามคำแนะนำของแพทย์

              5. ผู้ใช้ยาควรมีความรู้ถึงผลดีของการรักษา และผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เพื่อเฝ้าระวัง สังเกต  และดูแลตนเองขณะใช้ยา หรือไปพบแพทย์
เมื่ออาการรุนแรงมากขึ้น

 

 การเลือกแพทย์และโรงพยาบาลที่รักษา

               ปัจจัยข้อหนึ่งที่ทำให้การรักษาประสบผลสำเร็จคือแพทย์ผู้รักษาและโรงพยาบาล ทีมงานทางการแพทย์จะต้องมีคุณภาพ ต้องเข้าใจปัญหาที่ผู้ป่วยต้องประสบอยู่  ต้องวางแผนการรักษา ให้ความรู้       การป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อ การป้องกันผู้อื่นมิให้ได้รับเชื้อจากตัวผู้ป่วย ผู้ที่ติดเชื้อมักจะมีปัญหาอื่นร่วมด้วย เช่นปัญหาทางด้านจิตใจ ปัญหาเรื่องยาเสพติด ปัญหาสุขภาพจิต  และปัญหาสังคม ซึ่งปัญหาเหล่านี้สามารถปรึกษากับทีมงานที่รักษา ซึ่งจะต้องมีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

เมื่อผลเลือดท่านให้ผลบวกต่อเชื้อ HIV 

แสดงว่าท่านได้รับเชื้อไวรัส HIV ในกระแสเลือดแล้ว การที่เลือดให้ผลบวกมิได้หมายความว่าท่านเป็นโรคเอดส์ ผู้ที่ได้รับเชื้อ HIV โดยทั่วไปใช้เวลา 8-10 ปีจึงจะกลายเป็นโรคเอดส์ เมื่อท่านมีเชื้อไวรัสใน เลือดสิ่งที่ท่านต้องทำคือ

1. ไม่แพร่เชื้อสู่ผู้อื่น เชื้อ HIV จะอยู่ในเลือด น้ำเหลือง น้ำนม น้ำหล่อลื่นของผู้ชายและผู้หญิง ท่านสามารถป้องการแพร่เชื้อโดย

• เมื่อท่านมีเชื้อ HIV ท่านต้องป้องกันผู้อื่นไม่ให้ได้รับเชื้อจากท่าน เช่น เพื่อนร่วมงาน ครอบครัว คู่ที่มีเพศสัมพันธ์ ท่านต้องเรียนรู้การมีเพศสัมพันธ์ที่ลดการติดเชื้อ กิจกรรมทางเพศชนิดใดที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง กิจกรรมใดที่มีความเสี่ยงต่ำ ให้สวมถุงยางคุมกำเนิดเมื่อจะร่วมเพศทั้งทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือมีเพศสัมพันธ์ทางปาก

• ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น เพราะท่านอาจจะแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นแล้ว ท่านอาจจะได้รับเชื้อตัวใหม่ทำให้อาการของท่านแย่ลง

• การกอด หรือจูบโดยที่ไม่มีแผล การสัมผัสจะไม่แพร่เชื้อ

• ไม่ใช้แปรงสีฟัน มีดโกนหนวด ที่ตัดเล็บร่วมกัน

• ไม่เลี้ยงลูกด้วยนมตัวเอง

• ไม่บริจาคเลือดให้แก่ผู้อื่น

• สามารถใช้โถส้วม การใช้แก้ว ชาม ร่วมกันได้ เพราะไม่ทำให้ติดเชื้อสู่ผู้อื่น 

2.การดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรงซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

• พบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ

• ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีการรักษาใหม่ๆ

• รับอาหารที่มีคุณภาพ ปรึกษาแพทย์ว่าอาหารที่ควร และไม่ควรรับประทาน

• ผักผ่อนให้เต็มที่

• งดสุรา และบุหรี่เพราะจะทำให้ท่านมีภูมิคุ้มกันที่แย่ลง

• ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอที่เหมาะสมกับตนเอง

• ให้ทำจิตใจให้ผ่องใส หางานทำตลอดเวลาไม่ควรจะสัมผัสกับกรง กระบะอาหาร อุจจาระของสัตว์ น้ำสำหรับเลี้ยงปลา หากผู้ป่วยต้องสัมผัสสัตว์จะต้องล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้ง      สัตว์ก็สามารถนำเชื้อไปสู่ผู้ป่วยได้นะคะ...สวัสดีค่ะ

 

**************************************

Copyright ? 2020 Queen Savang Vadhana Memorial Hospital  Rights Reserved.


joomla counter Queen Savang Vadhana Memorial Hospital