โรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม

   
นายแพทย์ชยวิญญ์  ขจิตตานนท์

                จุดศูนย์กลางจอประสาทตา คือส่วนของจอประสาทตาที่อยู่บริเวณศูนย์กลางจอประสาทตา ขนาด 5.5 mm. แมคคูล่าใช้ในการมองเห็นรายละเอียดของภาพ  และสี เพื่อดูภาพที่ชัดที่สุด ใช้ในกิจกรรมที่เกี่ยวกับการมองเห็นที่ต้องการความละเอียด ส่วนที่เหลืออยู่ใช้ดูภาพบริเวณด้านข้าง ดังนั้น ถ้าทุกส่วนของจอประสาทตาดีแต่จุดศูนย์กลางเสื่อมก็จะไม่สามารถเห็นหน้าคนได้จะเห็นเพียงแต่เป็นเงา

                      

โรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม   คืออะไร?

                โรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อมเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากความเสื่อมในส่วนกลางของจอประสาทตา

ซึ่งเกิดเมื่อคนเรามีอายุเพิ่มขึ้น นับเป็นสาเหตุสำคัญทำให้มีความสูญเสียความสามารถในการมองเห็นในผู้สูงอายุปัจจุบันประชากรโลกมีอายุเพิ่มมากขึ้น จึงพบว่าโรคนี้เป็นปัญหาทางสาธารณสุขมากขึ้นเรื่อยๆ มีการประเมินพบว่าโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อมเป็นสาเหตุที่ทำให้ตาบอดมากกว่าครึ่ง หรือประมาณ 54%

                โรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อมมักพบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี จึงมักเรียกว่า โรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อมเนื่องจากอายุ  แต่โรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อมอาจพบได้ในผู้มีอายุน้อย ซึ่งมักพบใน

ผู้ที่มีประวัติทางครอบครัวเป็นโรคนี้

                โรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อมเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้กลุ่มผู้สูงอายุมีการมองเห็นลดลง แต่ในช่วงแรกอาจไม่มีอาการที่แสดงถึงความผิดปกติ แต่เมื่อโรคมีการดำเนินโรคมากขึ้นจะมีการมองเห็นส่วนกลางลดลงอย่างมาก  ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถอ่านเขียนหนังสือ ไม่สามารถขับรถ และไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิต

ประจำวันได้อย่างปกติ

                ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาที่จะให้การมองเห็นกลับมาดีดังเดิมได้ แต่พอมีวิธีรักษาที่จะช่วยชะลอการสูญเสียของการมองเห็นเมื่อคนเรามีอายุมากขึ้นเซลล์ต่างๆ ในร่างกายเริ่มมีความเสื่อม เป็นการยากที่จะระบุให้แน่ชัดว่า ความเสื่อมในระดับใดจึงจะถือว่าเป็นโรคทางจักษุแพทย์พบว่าผู้ป่วยมีภาวะจอประสาทตาเสื่อมเนื่องจากอายุ ในคนอายุตั้งแต่ 50 ปี ขึ้นไป อาจพบการเปลี่ยนแปลงของจอประสาทตามีลักษณะเฉพาะร่วมกับการที่ผู้ป่วยมีการมองเห็นลดลง เช่น ความชัดเจนในการมองเห็นลดลง  มองภาพบิดเบี้ยว  มีจุดบอดที่ผิดปกติเมื่อมองภาพ หรือความคมชัดของภาพลดลง โรคเอเอ็มดีไม่ใช่เกิดจากอายุมากเท่านั้น แต่เป็นโรคที่เกิดจากขึ้นจอประสาทที่เรียกว่า อาร์พีอี (Retinal pigament epithelium , RPE) มีความเสื่อม

                *  อาร์พีอี (RPE) เป็นชั้นที่แบ่งจอประสาทตาออกจากชั้นคอรอยด์ (คอรอยด์เป็นชั้นที่มีเส้นเลือดมาเลี้ยง) ชั้นอาร์พีอีนี้จะมีหน้าที่ในการนำอาหารมาเลี้ยงเซลล์  และกำจัดของเสียที่เกิดขึ้นจากเซลล์จอประสาทตา

ชนิดของจุดศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อมมี 2 รูปแบบ

                1.แบบแห้ง (Dry AMD) พบประมาณ 90% กลุ่มนี้จอประสาทตาจะบางลงบริเวณศูนย์กลางจอภาพขอจอประสาทตา (Macula) ทำให้มีความสามารถในการมองเห็นลดลง  และเป็นไปอย่างช้าๆ

                2.แบบเปียก (Wet AMD) พบประมาณ 10 - 15% กลุ่มนี้การสูญเสียการมองเห็นเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นสาเหตุสำคัญของตาบอดในโรคนี้ ซึ่งสาเหตุการตาบอดเกิดจากมีเส้นเลือดผิดปกติงอกอยู่ใต้จอประสาทตา  และผนังชั้นอาร์พีอี (RPE) ทำให้มีการรั่วซึมของเลือด  และสารเหลวจาก

เส้นเลือดทำให้จุดศูนย์กลางรับภาพบวม ทำให้ผู้ป่วยเริ่มมองเห็นภาพตรงกลางเบี้ยว และมีดวงไฟที่สุด

โรคจุดรับภาพเสื่อมอาจแบ่งตามระยะของโรค

                1.จอประสาทตาเสื่อมระยะเริ่มแรก

ในระยะนี้จะพบจุดเหลืองบริเวณจอประสาทตาที่เรียกว่า ดรูเซ็น (Drusen) อยู่ใต้ชั้นอาร์พีอี

ซึ่งดรูเซ็น เกิดจากการสะสมของเสียจากเซลล์จอประสาทตา ในช่วงนี้ผู้ที่มีความผิดปกติยังไม่มีผลกระทบต่อการมองเห็น แต่มีโอกาสเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นได้ในภายหลัง

                2.จอประสาทตาเสื่อมในระยะท้าย

ผู้ป่วยจะมีการสูญเสียการมองเห็นเนื่องมาจากการตายของเซลล์อาร์พีอี ซึ่งอาจเกิดจากการสูญเสียความสามารถในการเป็นกำแพงกันเส้นเลือดที่งอกเข้ามาใหม่ได้ ทำให้เซลล์อาร์พีอีตาย

ซึ่งจะส่งผลให้จอประสาทตาที่อยู่ด้านบนตายไปทำให้จอประสาทตาบริเวณนั้นผิดปกติ

 

                โรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อมชนิดแห้ง (Dry AMD) เป็นโรคที่ทำให้มีการสูญเสียการมองเห็นอย่างช้าๆ บางรายอาจมีการพัฒนาไปเป็นโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อมชนิดเปียก (Wet AMD) ดังนั้น

ผู้ป่วยที่มีการมองเห็นลดลงอย่างมาก ควรไปตรวจกับจักษุแพทย์

                สำหรับโรคจอประสาทตาเสื่อมชนิดเปียก (Wet AMD) เกิดขึ้นเมื่อชั้นอาร์พีอีไม่สามารถกันให้เส้นเลือดที่งอกเข้าไปในชั้นจอประสาทตาได้ ซึ่งเส้นเลือดเหล่านี้จะเปราะ  และแตกง่าย มีการซึมออกของสารเหลว ทำให้เกิดแผลเป็น  และจอประสาทตาบวมทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็วและเฉียบพลัน ดังนั้นผู้ป่วยที่การมองเห็นผิดปกติอย่างเฉียบพลัน ควรพบจักษุแพทย์ทันที

สาเหตุของโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม

                ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค

                1.อายุ  ] พบบ่อยในคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปี

                2.พันธุกรรม  ]% ของผู้ป่วยจะมีประวัติที่คนในครอบครัวเป็นมาก่อน

                3.เชื้อชาติ/เพศ  ] พบอุบัติการณ์ของโรคสูงในคนผิวขาว และเพศหญิงมากกว่าเพศชาย

                4.บุหรี่  ] มีหลักฐานพบว่าการสูบบุหรี่จะมีโอกาสที่จอประสาทตาเสื่อมเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า และมีโอกาสเกิดโรคนี้เร็วกว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ถึง 10 ปี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูบบุหรี่ที่มีประวัติครอบครัวร่วมด้วยจะมีโอกาสเพิ่มถึง 30 เท่า

 

ความดันโลหิตและไขมันในเลือดสูง

                ผู้ป่วยที่ต้องทานยาลดไขมัน  หรือทานยาลดความดันโลหิตมีความเสี่ยงสูงต่อการสูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็วชนิดเปียก (Wet AMD)

 

วัยหมดประจำเดือน

                ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนโดยไม่ได้รับประทานยาฮอร์โมนเอสโตรเจนถูกพบว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเช่นกัน

 

เพื่อลดโอกาสการเกิดโรคจะต้องปฏิบัติดังนี้

1.เข้ารับการตรวจตา  และจอประสาทตา

2.งดการสูบบุหรี่

3.ควบคุมน้ำหนักตัว  และออกกำลังกาย

4.รับประทานสารต้านอนุมูลอิสระ  และธาตุสังกะสี

5.ป้องกันดวงตาจากแสงแดด

6.รับประทานอาหารให้ครบห้าหมู่

7.พักผ่อนให้เพียงพอ

 

อาการเริ่มต้นของโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม

1.ภาพบิดเบี้ยว มองเห็นเส้นตรงเป็นเส้นขาด

2.มองภาพ  หรืออ่านหนังสือที่ต้องใช้งานละเอียดยากกว่าปกติ

3.มองไม่เห็นส่วนกลางของภาพ

4.การมองภาพต้องใช้แสงเพิ่มขึ้น มองเห็นลดลงไม่ตรงกลางเส้น การมองเห็นสีลดลง 

       *ตามคำแนะนำของวิทยาลัยจักษุแพทย์สหรัฐอเมริกา

        แนะนำว่า  ]  บุคคลทั่วไปอายุระหว่าง 40 – 64 ปี ที่ไม่มีความผิดปกติในการมองเห็นควรได้รับการตรวจสุขภาพตาทุก 2 – 4 ปี สำหรับคนที่มีอายุ 65 ปี ขึ้นไป  แนะนำให้ตรวจทุก 1 – 2 ปี นอกจากกนี้จักษุแพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยสังเกตความผิดปกติด้วยตัวเองโดยใช้แผ่น Amsler grid ซึ่งถ้ามองแล้วเห็นความผิดปกติต้องพบจักษุแพทย์ทันที

                         

การรักษา

                ยังไม่มีการรักษาที่ทำให้โรคหายขาดได้ การรักษาเพียงแต่ช่วยรักษาให้การมองเห็นคงอยู่นานที่สุด โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อมชนิดแห้ง (Dry AMD) อย่างไรก็ตามวิตามิน     เกลือแร่ และสารต้านอนุมูลอิสระมีส่วนทำให้โรคเกิดช้าลงได้
                สำหรับการรักษาในกลุ่มโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อมชนิดเปียก (Wet AMD) การรักษา มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำลายเส้นเลือดออกใหม่ซึ่งแตกง่ายทำให้เกิดเลือดออกหรือทำให้การมองเห็นลดลง
                สำหรับผู้ป่วยที่เป็นมานานหากไม่ได้รับการรักษา  การมองเห็นมักลดลงอย่างรวดเร็วปัจจุบันถึงแม้จะไม่สามารถทำให้การมองเห็นดีขึ้นมากแต่ช่วยชะลอความเสื่อมได้

 

การรักษาในปัจจุบัน

                1.การรักษาด้วยแสงเลเซอร์เป็นวิธีที่รักษามานานโดยใช้แสงเลเซอร์เพื่อทำลายเส้นเลือดผิดปกติแต่การรักษาโดยวิธีนี้เป็นการรักษาโดยใช้แสงเลเซอร์ร้อนฉายไปที่จอประสาทตา ซึ่งนอกจากจะทำลายเส้นเลือดผิดปกติแต่ยังทำลายเส้นเลือดปกติ และจอประสาทตาปกติด้วย ซึ่งอาจทำให้การมองเห็นลดลงอย่างมากยิ่งขึ้นได้

                2.การรักษาด้วยวิธีโฟโตไดนามิก (Photodynamic Therapy; PDT) เป็นการรักษาโดยใช้ยา Verteporfin ร่วมกับเลเซอร์ที่ไม่ทำให้เกิดความร้อนโดยยาจะทำให้หลอดเลือดผิดปกติเกิดการ อุดตัน พบว่าวิธีนี้ยังเป็นการรักษาที่ค่อนข้างปลอดภัย

                3.การรักษาด้วยการฉีด Anti VEGF เข้าไปในวุ้นลูกตา เป็นการรักษาโดยใช้นวัตกรรมใหม่ของ-ผลิตภัณฑ์ทางชีววิทยา (Biological Product) ที่ใช้กับตาโดยเฉพาะ วิธีนี้เป็นการรักษาแนวใหม่และยับยั้งสาเหตุของโรคได้ตรงจุดมากขึ้น

                                           

 

การป้องกันการเกิดโรค

                หลักการในการป้องกันโรค คือการดำเนินการเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่สามารถปรับลดได้คือ

                1.การได้รับแสง  หรือรังสีอุลตร้าไวโอเลตเป็นระยะเวลานาน

                2.การสูบบุหรี่

                3.การให้สารอาหาร หรือวิตามิน แนะนำให้รับประทานอาหารที่มีเบต้าคาโรทีน โดยเฉพาะลูทีน  และซีแซนทีน  ปริมาณสูงที่มีอยู่ในแอปเปิ้ล 
บร็อคเคอลี่  ข้าวโพด  แตงกวา  องุ่น  มะม่วง  ส้ม  ฟักทอง  ผักโขม  ถั่ว  พริก และไข่แดง
 

 

 

***********************

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
Copyright ? 2020 Queen Savang Vadhana Memorial Hospital  Rights Reserved.


joomla counter Queen Savang Vadhana Memorial Hospital