ต้อกระจก

   
นายแพทย์ชยวิญญ์ ขจิตตานนท์ 

                ต้อกระจก เป็นภาวะแก้วตาที่ปกติจะมีความใสแต่กลับขุ่นขึ้น ทำให้แสงผ่านแก้วตาได้ลดน้อยลง อาจมีสีขาวขุ่น สีเหลือง หรือสีน้ำตาลที่ทำให้แสงผ่านเข้าไปยังจอประสาทตาได้น้อย ภาพที่มองเห็นจึงไม่ชัดเจนซึ่งเกิดอาการที่เรียกว่า “ตามัว” หากเป็นน้อยๆ ก็ยังพอเห็นได้ แต่ถ้าเป็นมากๆ ก็ไม่สามารถมองเห็นได้เลย 

                การเกิดต้อกระจกนั้นเป็นได้ทุกอายุ แต่มักจะพบมากในผู้สูงอายุตั้งแต่อายุ 55 ปีขึ้นไป ซึ่งมีโอกาสถึง 50% และเมื่อมีอายุ 75 ปีขึ้นไปผู้สูงอายุเกือบทุกคนจะเป็นต้อกระจกกันทั้งนั้น 

การตรวจต้อกระจกควรจะทำเมื่อใด ?

                เมื่อไรก็ตามหากผู้ป่วยให้ประวัติว่าตามัวลง หรือมองเห็นภาพได้ไม่ชัดเจน หรือลดน้อยลง จักษุแพทย์จะทำการตรวจหาพยาธิสภาพว่ามีสาเหตุของอาการตามัวนั้นเกิดขึ้นจากอะไรส่วนไหน ในการที่จะตรวจว่ามีต้อกระจกหรือไม่นั้น ก่อนอื่นจำเป็นจะต้องตรวจอย่างถี่ถ้วนว่ามีโรค หรือพยาธิสภาพในส่วนอื่นๆ เช่น โรคของจอประสาทตา ประสาทตา ซึ่งมีผลทำให้มีอาการตามัวได้เช่นกันนะครับ 

การรักษา

                จะต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า การรักษาต้อกระจกนั้นทำได้ด้วยการผ่าตัดเท่านั้น การใช้ยาหยอดตายังไม่มีข้อพิสูจน์ได้ว่า สามารถป้องกันยับยั้ง หรือรักษาต้อกระจกได้ ดังนั้นถ้าผู้ป่วยต้อกระจกมีอาการตามัว หรือมองเห็นได้ลำบาก ซึ่งมีผลรบกวนต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หรือมากจนมองไม่เห็น หรือก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจนทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรแล้วก็ควรจะเข้ารับการผ่าตัดเอาต้อกระจกออก และใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทนที่ เพื่อให้การมองเห็นดีขึ้นครับ

                สิ่งที่ผู้ป่วยต้อกระจกทุกรายคาดหวังเมื่อตัดสินใจเข้ารับการรักษาก็คือ การกลับมามองเห็นได้ดีเหมือนเดิม หรือใกล้เคียงปกติมากที่สุด นอกเหนือจากปัจจัยที่เกี่ยวกับพยาธิสภาพที่ตาแล้ว เทคนิคการผ่าตัด และการเลือกค่าสายตา และชนิดของเลนส์แก้วตาเทียมให้เหมาะสมกับตาที่รับการผ่าตัดของผู้ป่วยแต่ละรายก็เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้หลังผ่าตัดแล้ว ผู้ป่วยมองเห็นได้ดีมากน้อยเพียงใด

                ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาเทคนิคการผ่าตัดให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนแทบไม่มีข้อจำกัดในการรักษา และได้มีการคิดค้นเลนส์แก้วตาเทียมในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อให้จักษุแพทย์มีทางเลือกเลนส์แก้วตาเทียมให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายได้มากขึ้น 

วิธีการผ่าตัดต้อกระจก

                1.การผ่าตัดสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง เป็นวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย และถือได้ว่าเป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุดในปัจจุบัน เกิดแผลขนาดเล็กมาก 2-3 มิลลิเมตร และปัจจุบันมีการใช้เลนส์นิ่มชนิดพับได้ ผู้ป่วยบางรายไม่ต้องทำการเย็บแผลจึงทำให้สายตาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ในโรงพยาบาลบางแห่งสามารถทำผ่าตัดแบบไปกลับได้แล้วนะครับ

 


                2.การผ่าตัดแบบเปิดแผลกว้าง วิธีนี้เป็นวิธีเดิมที่ให้ได้ผลดีก่อนวิธีสลายต้อกระจก แผลที่ขอบกระจกตาดำจะกว้างประมาณ 8-13 มิลลิเมตร การผ่าตัดวิธีนี้อาศัยการพักฟื้นสภาพสายตานานประมาณ 4-6 สัปดาห์ ปัจจุบันยังมีการใช้อยู่บ้างในกรณีที่สภาพตาของผู้ป่วยอาจะไม่เหมาะสมกับการใช้วิธีผ่าตัดสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง 

                สำหรับความเสี่ยงในการผ่าตัดต้อกระจกนั้น ผู้ป่วยจะต้องรับความเสี่ยงที่เกิดจากการผ่าตัด เช่น การติดเชื้อ เลือดออกในช่องหน้าม่านตา ความดันลูกตาสูงขึ้น แผลรั่ว ซึ่งจักษุแพทย์ต้องอธิบายถึงข้อนี้ด้วย เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับทราบ และทำใจยอมรับสภาพหลังจากผ่าตัดแล้ว เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดต่อกันระหว่างจักษุแพทย์กับผู้ป่วย และหากท่านใดที่มีลักษณะอาการว่าจะเป็นต้อกระจก ควรไปพบจักษุแพทย์เพื่อหาทางรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป แล้วพบกันใหม่ในคราวหน้า สวัสดีครับ

 

********************************************

 

 

Copyright ? 2020 Queen Savang Vadhana Memorial Hospital  Rights Reserved.


joomla counter Queen Savang Vadhana Memorial Hospital