นอนกรน เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

 

      

                                                                                                                                                นพ.บรรเจิด พิมาพันธุ์ศรี       

               ในปัจจุบัน สื่อต่างๆ ได้ให้ความให้สนใจเรื่องนอนกรนกันมากขึ้น และพยายามจะชี้ให้เห็นถึงอันตรายต่างๆ จากการนอนกรน เช่น นอนกรนทำให้เสียชีวิตได้  เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และโรคที่เป็นอันตรายอื่นๆได้  ทำให้คนทั่วไปเกิดความกลัวเมื่อตัวเองนอนกรน จึงหันมาปรึกษาแพทย์กันมากขึ้น ในบางรายอาจได้รับคำแนะนำให้รักษาโดยวิธีการต่างๆ เป็นเหตุให้เสียค่าใช้จ่าย เสียเวลา และอาจจะเจ็บตัวโดยไม่จำเป็นได้  เพราะฉะนั้น เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการนอนกรนกันก่อน

                การนอนกรน คือเสียงที่เกิดจากการสั่นพริ้วสะบัดของลิ้นไก่ และเพดานอ่อนมากกว่าปกติขณะกำลัง

นอนหลับ  สาเหตุที่ทำให้เกิดการสั่นนี้ก็เนื่องมาจากเกิดการอุดตันของทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้ลมหายใจไม่สามารถผ่านลงสู่หลอดลม และปอดได้สะดวก ทำให้กระแสลมที่ถูกปิดกั้นนั้นเกิดการหมุนวนไปทำให้ลิ้นไก่ และเพดานอ่อนเกิดการสั่นมากกว่าปกติ  จึงทำให้เกิดเสียงกรนขึ้น

                จะเห็นได้ว่า การนอนกรนเป็นภาวะอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้บอกว่า การนอนกรนเป็นโรคที่ต้องรักษา แต่มีการนอนกรนบางชนิดที่มีภาวะหยุดหายใจร่วมด้วยถึงจำเป็นต้องทำการรักษา

                การนอนกรนแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ                        

                1.การนอนกรนธรรมดา (simple snoring) คือการกรนที่ทำให้เกิดเสียงรบกวนธรรมดา ไม่เกิดอันตรายใดๆ เพียงแต่ก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้ที่อยู่ใกล้ ไม่จำเป็นต้องทำการรักษา ยกเว้นคนรอบข้างทนไม่ได้เท่านั้น

                2.การนอนกรนที่มีการหยุดหายใจร่วมด้วย ( obstructive sleep apnea ) คือ การนอนหลับแล้วเกิดภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ  (ไม่มีลมหายใจออกทางจมูกและปากอย่างน้อย 10 วินาทีถึงเรียกว่าหยุดหายใจ และ  เกิดมากกว่า  5 ครั้งต่อชั่วโมงจึงถือว่าเป็นโรคหยุดหายใจเวลานอนหลับ ) ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายได้ ควรได้รับการรักษา
                ผลเสียจากการนอนกรนที่มีการหยุดหายใจร่วมด้วย

                1.นอนกรนเสียงดังทำให้รบกวนผู้ที่อยู่ด้วย ทำให้เกิดปัญหาชีวิตคู่ได้

                2.ร่างกายอ่อนเพลีย รู้สึกนอนไม่พอ ทำให้เกิดการง่วงนอนซึ่งเป็นผลเสียต่อการเรียน การทำงาน หรือเกิดอุบัติเหตุในการขับรถ  หรือควบคุมเครื่องจักรกล

                3.ไม่มีสมาธิในการทำงาน ความสามารถในการจดจำลดลง หงุดหงิด อารมณ์เสียง่ายกว่าปกติ

                4.ในเด็กจะมีการพัฒนาทางสมอง  และร่างกายไม่ดีเพราะได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ปัสสาวะรดที่นอน

                5.มีโอกาสเสี่ยงมากขึ้นที่จะเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคของเส้นเลือดในสมอง (เช่น อัมพาต) และโรคหัวใจ-ขาดเลือด(อาจทำให้เสียชีวิตทันที
เพราะหัวใจผิดปกติขณะเกิดภาวะหยุดหายใจช่วงนอนหลับที่ชาวบ้านเรียกว่าไหลตาย) ได้มากกว่าคนปกติ

                ปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการนอนกรนได้มากขึ้น หรือรุนแรงขึ้น

                1.อายุมาก ทำให้เนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อของทางเดินหายใจบริเวณลำคอ เช่น ผนังด้านข้างของช่องคอ ลิ้นไก่ เพดานอ่อน ลิ้นหย่อนยาน และขาดความตึงตัวทำให้ตกไปขวางทางเดินหายใจได้ง่าย

                2.เพศชาย จะกรนมากกว่าเพศหญิง เนื่องจากเชื่อว่าฮอร์โมนเพศหญิงมีส่วนทำให้กล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ขยายช่องทางเดินหายใจมีความตึงตัวดีขึ้น

                3.อ้วน ทำให้มีไขมันสะสมด้านข้างของช่องคอมากขึ้น ทำให้ช่องทางเดินหายใจแคบลง

                4.ภาวะใดที่ทำให้จมูกคัดแน่น จะทำให้การหายใจติดขัด  และลำบากมากขึ้น เช่น ผนังกั้นจมูกคด เยื่อบุจมูกอักเสบจากไข้หวัด ภูมิแพ้ และ
เนื้องอกในจมูก เป็นต้น

                5.ลักษณะโครงสร้างของกระดูกใบหน้า  คนที่มีคางเล็ก หรือกระดูกแก้มแบน จะมีผลทำให้ทางเดินหายใจบริเวณลำคอแคบ

                6.สุรา และยานอนหลับ จะทำให้กล้ามเนื้อที่เปิดช่องหายใจอ่อนแรง ทำให้เกิดภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นได้ง่ายขึ้น และมีผลกดการทำงาน
ของสมองทำให้สมองตื่นขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่ออาการขาดออกซิเจนได้ช้า ซึ่งส่งผลเสียต่อร่างกายได้เมื่อเกิดภาวะหยุดหายใจ โดยฉพาะอย่างยิ่งผลเสียต่อสมอง  และหัวใจ

                7.การสูบบุหรี่ ทำให้ประสิทธิภาพของทางเดินหายใจแย่ลง

                8.กรรมพันธุ์ พบว่าผู้มีประวัติโรคนอนกรนในครอบครัวจะมีโอกาสเป็นโรคนอนกรนได้มากขึ้น 

สาเหตุของนอนกรนในเด็ก

  •                 - ต่อมทอนซิล หรือต่อมอดีนอยด์มี ขนาดโตมาก
                    - ภาวะจมูกอักเสบเรื้อรัง เช่น โรคภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ หรือภาวะที่มีเนื้องอกในจมูก เช่น ริดสีดวงจมูก ทำให้แน่นจมูก
    ต้องอ้าปากหายใจทำให้นอนกรนมากขึ้น
  •                 - บางรายมีความผิดปกติตั้งแต่กำเนิดทำให้กระดูกใบหน้าเล็ก หรือเนื้อเยื่อทางเดินหายใจใหญ่ เช่นลิ้นโต เป็นสาเหตุที่ทำให้หยุดหายใจเวลานอนหลับ

*****************************

แล้วจะรู้ได้อย่างไร?  ว่าตัวเรานอนกรน และมีการหยุดหายใจเวลานอนหลับร่วมด้วย 

จากประวัติ

  •                 - ตื่นนอนตอนเช้าด้วยความอ่อนล้าไม่สดชื่น หรือมีอาการปวดมึนศีรษะต้องการนอนต่ออีกเป็นประจำ รู้สึกว่านอนหลับไม่เต็มอิ่ม มีความรู้สึกเหมือนว่าไม่ได้หลับนอนมาทั้งคืน ทั้งๆ ที่ได้นอนพักผ่อนอย่างเต็มที่แล้ว หงุดหงิดอารมณ์เสียง่าย
  •                 - มีอาการง่วงนอนในเวลาทำงานกลางวันจนไม่สามารถจะทำงานต่อได้ หรือมีอาการเผลอหลับในขณะทำงาน เข้าห้องเรียน เข้าฟังประชุม ขณะขับขี่รถ ขณะอ่านหนังสือ ดูภาพยนตร์ และโทรทัศน์
  •                 - นอนหลับไม่ราบรื่น ฝันร้าย  หรือละเมอขณะหลับ นอนกระสับกระส่ายมาก
  •                 - มีอาการหายใจขัด หรือหายใจไม่สะดวกขณะนอนหลับ อาจมีอาการคล้ายสำลักน้ำลาย
  •                 - มีอาการสะดุ้งผวา หรือหายใจแรงเหมือนขาดอากาศหลังจากหยุดหายใจ
  •                 - ในเด็กอาจมีท่านอนที่ผิดปกติ เช่น ชอบนอนตะแคง หรือนอนคว่ำ หรืออาจไม่มีสมาธิทำอย่างใดอย่างหนึ่งได้นาน
    (
    attention deficit disorder) หงุดหงิดง่าย มีกิจกรรมต่างๆ ทำตลอดเวลาหรือมีปัสสาวะราดในเวลากลางคืน
  •                 - มีความดันโลหิตสูงซึ่งยังหาสาเหตุได้ไม่ชัดเจน
  •                 - ประสิทธิภาพในการทำงาน  หรือผลการเรียนแย่ลง เพราะอาการง่วง ขาดสมาธิ พัฒนาการทางสมองสติปัญญา และความจำแย่ลง
  •                 - สมรรถภาพทางเพศลดลง

แบบทดสอบว่าคุณมีปัญหาโรคนอนกรนหรือเปล่า?

ในสถานการณ์ต่อไปนี้ ท่านมักเผลอหลับ  หรืองีบหลับไป มีมากน้อยแค่ไหน ( ตอบทุกข้อ )

 

ไม่เคย(0)

น้อย(1)

ปานกลาง(2)

มาก(3)

ขณะดูโทรทัศน์

 

 

 

 

 

ขณะนั่งอ่านหนังสือ

 

 

 

 

 

นั่งเฉยๆ  นอกบ้านในที่สาธารณะ

 

 

 

 

นั่งพูดคุยกับคนอื่น

 

 

 

 

 

หลับในรถขณะรถติดช่วงไม่กี่นาที

 

 

 

 

นั่งเป็นผู้โดยสารนานเป็นชั่วโมง

 

 

 

 

นั่งเงียบๆ  หลังอาหารเที่ยง

 

 

 

 

นั่งเอนหลังเพื่อพักในช่วงบ่าย

 

 

 

 

 

การแปลผล

(ไม่เคย =0 คะแนน น้อย =1 คะแนน ปานกลาง =2  คะแนน มาก =3 คะแนน )

รวมคะแนนทั้งหมด ถ้าคะแนนรวมน้อยกว่า 7 แสดงว่าปกติ ถ้าคะแนนรวม มากกว่า 9 แสดงว่า ท่านง่วงเหงาหาวนอนมากกว่าปกติอาจจะเกิดจากโรคนอนกรนได้ 

  •                      จากการตรวจการนอนหลับ ( Polysomnography)

เป็นการตรวจสภาพการหลับ ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะหลับโดยเฉพาะภาวะหยุดหายใจขณะหลับโดยผู้ป่วยจะมานอนในห้องปฏิบัติการทั้งคืน ปัจจุบันมีเครื่องมือที่มีขนาดเล็กพกติดตัวสำหรับตรวจการ

นอนหลับที่บ้านเพื่อให้บรรยากาศการนอนหลับเหมือนปกติมากที่สุด ข้อมูลเกี่ยวกับการนอน และ

การหายใจ ตลอดจนการทำงานของสมอง หัวใจ  และระดับออกซิเจนในเลือดจะถูกบันทึกไว้ตลอดการ

หลับทั้งคืน จากข้อมูลเหล่านี้แพทย์จะทราบว่าผู้ป่วยมีปัญหารุนแรงมากน้อยเพียงใด


การตรวจการนอนหลับนี้ประกอบด้วย

  •                        - การตรวจวัดคลื่นสมอง เพื่อวัดระดับความลึกของการนอนหลับและการตรวจวัดการทำงานของกล้ามเนื้อขณะหลับ
  •                        - การตรวจวัดลมหายใจที่ผ่านเข้าออกทางจมูก  ปาก และการตรวจวัดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อทรวงอกและกล้ามเนื้อหน้าท้องที่ใช้ในการหายใจ
  •                        - การตรวจวัดความอิ่มตัวของระดับออกซิเจนในเลือดแดงขณะหลับ
  •                        - การตรวจดูการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟ4ฟ้าหัวใจขณะหลับ
  •                        - การตรวจเสียงกรน กรนจริงหรือไม่?  กรนดังค่อยแค่ไหน?  กรนตลอดเวลาหรือไม่? กรนขณะนอนท่าไหน?
  •                        - การตรวจท่านอน

                  ทั้งหมดนี้ใช้เวลาในการตรวจวัดช่วงกลางคืนอย่างน้อยประมาณ 6-8 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาปกติของการหลับของคนทั่วไป
        จากข้อมูลข้างต้น ทำให้เราได้ทราบว่า คนที่นอนกรนทั่วไปไม่ได้ถือว่าเป็นโรคอะไร ไม่ต้องทำการรักษาใดๆ  ก็ได้ แต่สามารถทำให้เสียงกรน
ลดน้อยลงได้ดังที่จะกล่าวต่อไป

        ส่วนการนอนกรนที่ต้องรักษา คือการนอนกรนที่มีภาวะหยุดหายใจร่วมด้วย ซึ่งสามารถตรวจได้โดยการตรวจการนอนหลับ( polysomnography)

*********************************************************************************************

การรักษาการนอนกรน

                1.การควบคุมน้ำหนักไม่ให้น้ำหนักเกินเกณฑ์

                2.ออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง และกล้ามเนื้อแข็งแรงตื่นตัว

                3.หลีกเลี่ยงการนอนหงาย โดยพยายามนอนตะแคงข้าง และศีรษะสูงเล็กน้อย

                4.หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ยานอนหลับ หรือยากล่อมประสาทอย่างอ่อน

                5.เครื่องมือทางทันตกรรมเพื่อช่วยดึงกรามล่าง  และลิ้นไม่ให้ตกลงไปขวางทางเดินหายใจ 


                6.กรณีที่เป็นการนอนกรนชนิดอันตรายที่มีการหยุดหายใจร่วมด้วยอาจใช้เครื่องที่เรียกว่า  CPAP ( nasal continuous positive airway pressure ) 
หรือซีแพบ ใส่ครอบจมูกเวลาหลับ เครื่องนี้จะอัดอากาศที่มีแรงดันเข้าไปในทางเดินหายใจ เพื่อทำให้ช่องทางเดินหายใจกว้างขึ้น เนื่องจากเครื่องจะสร้างความดันในทางเดินหายใจให้เป็นบวกตลอดเวลาเพื่อป้องกันการยุบตัวของทางเดินหายใจ จึงทำให้หายใจได้สะดวก  และหลับสบายขึ้น วิธีนี้ปลอดภัย และได้ผลดีในผู้ป่วยเกือบทุกราย 

 

                7.การรักษาโดยการใช้ยา ผลการรักษาไม่ดีในการใช้เป็นตัวหลัก ส่วนใหญ่ใช้เสริม เช่น  ลดอาการแน่นจมูก

หรือรักษาภาวะกรดในกระเพาะไหลย้อนมาที่คอหอย 

                8.การรักษาโดยการผ่าตัด

โดยแพทย์จะแก้ไขบริเวณตำแหน่งที่มีการอุดตัน ซึ่งมีอยู่หลายแห่ง เช่น จมูก เพดานอ่อน และโคนลิ้น การผ่าตัดนอนกรนมีหลายวิธี เช่น

        ผ่าตัดต่อมทอนซิล  และอดีนอยด์ในเด็ก

        การผ่าตัดตกแต่งเพดานอ่อนโดยเลเซอร์ ( Laser-assisted Uvulopalatoplasty= LAUP)

        การผ่าตัดตกแต่งช่องคอ และเพดานอ่อน( Uvulopalatopharyngoplasty = UPPP ) 

 

        การรักษานอนกรนด้วยเครื่องซอมโนพลาสตี้ ( Somnoplasty or Radiofrequency Volumetric Tissue Reduction ) เป็นการใช้เครื่องมือที่สามารถปล่อยความถี่สูง ทำให้เกิดพลังงาน  และความร้อนเพื่อใช้ลดขนาดเนื้อเยื่อบริเวณที่เราต้องการ เช่น จมูก ลิ้นไก่ และเพดานอ่อน

 

ในรายที่เป็นรุนแรงมาก อาจต้องทำการผ่าตัดบริเวณกระดูกใบหน้า บริเวณโคนลิ้น หรือต้องทำการเจาะคอ 

               การที่จะเลือกว่าต้องผ่าตัดวิธีใด ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่มีการอุดตันของทางเดินหายใจ ความรุนแรงของภาวะหยุดหายใจเวลานอนหลับ อุปกรณ์ หรือเครื่องมือในสถานพยาบาลนั้น และการปรึกษาร่วมกันระหว่างผู้ป่วย  และแพทย์

              เพราะฉนั้น ท่านที่คิดว่าตัวท่านเองมีปัญหาเกี่ยวกับการนอนกรน หรือคิดว่ามีภาวะหยุดหายใจร่วมด้วย ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อทำการตรวจรักษาที่เหมาะสมต่อไป

 

 

*************************

 
 
Copyright ? 2020 Queen Savang Vadhana Memorial Hospital  Rights Reserved.


joomla counter Queen Savang Vadhana Memorial Hospital