การปฏิบัติตน สำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด

 

   
เภสัชกรสัญชัย  ก๊กศรี       

 

ยาเคมีบำบัดคืออะไร ?

                ยาเคมีบำบัด  คือ การนำสารเคมี หรือยามาใช้ในการรักษามะเร็ง ซึ่งเป็นยาที่มีประสิทธิภาพในการทำลายเซลล์มะเร็ง โดยมีคุณสมบัติในการยับยั้งการเจริญเติบโต หรือหยุดการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง  โดยกลไกที่สำคัญคือ  ยับยั้งการสร้างโปรตีน และยับยั้งการแบ่งตัวในวงจรชีวิตของเซลล์มะเร็ง  ในปัจจุบันยาเคมีบำบัดถูกใช้ในการรักษาหลักของโรคมะเร็งหลายชนิด ในขณะเดียวกันยังถูกใช้เป็นการรักษาร่วมกับการผ่าตัด, การฉายรังสี และรวมไปถึงการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน

                     ยาเคมีบำบัดเป็นยาที่ออกฤทธิ์ทำลายทั้งเซลล์มะเร็ง  และเซลล์ปกติที่มีการแบ่งตัวเร็ว(เซลล์ไขกระดูก เซลล์ของเยื่อบุทางเดินอาหาร และผม ) 
เซลล์ไขกระดูก จะมีการแบ่งฟื้นตัวได้เร็ว จึงเป็นตัวชี้วัดว่าขนาดของยาเคมีบำบัดที่ใช้เพียงพอเหมาะสมหรือไม่ เพื่อที่จะให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการรักษาซึ่งได้แก่
การรักษาให้หายขาด, การควบคุมโรคหรือการรักษาแบบประคับประคอง  แต่ในปัจจุบันยาเคมีบำบัดมีการพัฒนาให้ก้าวหน้าออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจง  ทำให้อาการข้างเคียงที่เกิดขึ้น
ลดลง 

ระยะเวลาและจำนวนครั้งของการให้ยาเคมีบำบัด

                โดยทั่วไปแพทย์จะให้ยาเคมีบำบัด 2 - 3 ชุดขึ้นไป แต่ละครั้งอาจใช้เวลา 1 - 2 วัน หรือมากกว่า  และมีระยะพักของการให้ยาแต่ละครั้งแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับแผนการรักษา การให้ยาเคมีบำบัดไม่สามารถกำหนดได้แน่นอนว่าจะให้กี่ครั้ง โดยมากมักจะให้ประมาณ 6 ครั้งขึ้นกับชนิดของมะเร็ง ระยะของโรค ตลอดจนการตอบสนองต่อยา จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่ท่านต้องมารับยาตามนัดทุกครั้ง หากไม่สามารถมารับการรักษาตามนัดได้ ควรสอบถามแพทย์ให้เป็นผู้พิจารณาเลื่อนการรักษาออกไป ไม่ควรขาดการรักษาไปเอง นอกจากนี้ก่อนรับยา และช่วงระหว่างรับยา  แต่ละครั้ง แพทย์จะตรวจร่างกาย  และตรวจเลือดเพื่อประเมินว่าสุขภาพร่างกายของท่านแข็งแรงพอที่จะรับยาในครั้งนั้น ๆ ได้หรือไม่ และภายหลังการให้ยาเคมีบำบัด แพทย์จะมีการติดตามผลการรักษาเป็นระยะ ๆ โดยการตรวจภายใน ตรวจเลือด เอ็กซเรย์ปอด การตรวจอัลตราซาวนด์ 

                 หากผลการรักษาไม่ดีพอ หรือเซลล์เนื้องอกไม่ยุบ แพทย์จะเปลี่ยนชนิดของยาเคมีบำบัด หรือเปลี่ยนวิธีการรักษา โดยท่านสามารถสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการรักษาได้จากแพทย์ที่ทำการรักษา

 

การเตรียมตัวก่อนให้ยาและการปฏิบัติตัวขณะรับยาเคมีบำบัด

                1.บำรุงร่างกายให้แข็งแรงโดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม ผัก และผลไม้ ควรรับประทานอาหารที่รสไม่จัด ย่อยง่าย และดื่มน้ำมาก ๆ ไม่น้อยกว่าวันละ 2 - 3 ลิตร

                2. พักผ่อนให้เพียงพอ  ทำจิตใจให้สงบ

                3. หากมีฟันผุ หรือเหงือกอักเสบ ควรพบทันตแพทย์เพื่อทำการรักษาก่อนเริ่มรับยาเคมี บำบัด แต่ถ้าต้องการรักษาฟันผุ หรือเหงือกอักเสบระหว่างรับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ท่านจะต้องเจาะเลือดก่อนทำฟันเพื่อดูจำนวนเกร็ดเลือด

                4. รับการตรวจเลือดเพื่อดูความพร้อมของร่างกายก่อนให้ยา

                5. รับประทานอาหารก่อนเริ่มรับยาเคมีบำบัดประมาณ 2 - 3 ชั่วโมง ควรปัสสาวะให้ เรียบร้อยก่อนเริ่มรับยา

                6. นอนในท่าที่สบายที่สุด ไม่ควรเคลื่อนไหว หรือยกแขนข้างที่รับยามากเกินไป (ในกรณีที่ให้ยาทางหลอดเลือดดำ)  ไม่เปิด ปิด หรือปรับหยดของ
สารน้ำเอง หากสารน้ำหยดเร็ว
 ปกติ หรือมีอาการปวดบวมบริเวณที่ได้รับสารน้ำควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบทันที

                7. บ้วนปากบ่อย ๆ ก่อน และหลังอาหารด้วยน้ำอุ่น หรือน้ำเกลืออ่อน ๆ เพื่อช่วยให้ปากสะอาด  และเพิ่มความอยากอาหาร

                8. ควรแจ้งอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นกับท่านในระหว่างได้รับยาเคมีบำบัดให้แพทย์ทราบเพื่อจะได้รับการดูแลที่ถูกต้อง  และเหมาะสมต่อไป 

อาการข้างเคียงของยาเคมีบำบัด

                1. อาการคลื่นไส้อาเจียน ทั้งชนิดเฉียบพลัน และชนิดไม่เฉียบพลัน อาจเกิดขึ้นภายใน 1-6 ชั่วโมง หลังจากได้รับยา  และอาจหายได้ภายใน 24 ชั่วโมง หรืออาจต่อเนื่องไปถึง 5 วัน ในชนิดไม่เฉียบพลัน ดังนั้นผู้ป่วยควรปฏิบัติตัว  เมื่อมีอาการคลื่นไส้อาเจียน  ดังต่อไปนี้ การรับประทานยาป้องกันอาการคลื่นไส้ อาเจียนควรทานอาหารโดยแบ่งอาหารเป็นมื้อเล็กๆ หลายๆ มื้อ และรับประทานช้าๆ จะช่วยให้ย่อยง่าย และช่วยให้ทานได้ง่ายขึ้น  โดยเฉพาะช่วงที่ไม่อยากอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด หรืออาหารที่มีกลิ่นแรง เพราะกลิ่นอาหารอาจทำให้ผู้ป่วยคลื่นไส้อาเจียนมากขึ้น

                2. อาจมีไข้ หนาวสั่น เกิดขึ้นได้หลังจากได้รับยาเฉียบพลันถึง 6 ชั่วโมง และอาจหายได้ ภายใน 24 ชั่วโมง

                3. แผลในปาก ควรแปรงฟันด้วยแปรงสีฟันที่มีขนอ่อนนุ่ม และบ้วนปากทุกครั้งหลังรับประทานอาหารทุกมื้อ รับประทานอาหารอ่อนๆ
อมน้ำแข็งบดจะช่วยให้รู้สึกสบายขึ้น

                4. อาจมีอาการอ่อนเพลีย พบได้นานถึงสัปดาห์จนถึงเดือน หลังได้รับยาเคมีบำบัด ควรพักผ่อนให้มากๆ อย่างเพียงพอจะสามารถช่วยให้อาการ
อ่อนเพลียลดลงได้

                5. ผมร่วง หลังจากได้รัยยา 2-3 สัปดาห์แรก  หากครบจำนวนของการให้ยาเคมีบำบัดแล้ว ผมสามารถงอกขึ้นมาใหม่ได้ และควรทำจิตใจให้สบาย

                6. มีผื่น หรืออาการแพ้

                7. ปวดมากบริเวณที่ฉีด

                8. หายใจลำบาก

                9. ท้องเดิน หรือท้องผูกอย่างรุนแรง

                10. ปัสสาวะ หรืออุจจาระมีเลือดปน

                11. อาการจากการกดไขกระดูก ซึ่งเกิดจากค่าของเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และเกร็ดเลือดต่ำสุดจากค่าปกติ   เรียกว่า Nadir  ซึ่งขึ้นอยู่กับ
ชนิดของยาเคมีบำบัด  ซึ่งจะทำให้มีโอกาสที่ผู้ป่วยติดเชื้อได้ง่าย  Nadir  จะเกิดขึ้นภายใน 8-14 วัน และจะคืนสู่ระดับปกติใน 3-4 สัปดาห์  ผู้ป่วยควรปฏิบัติตัวดังนี้ หลีกเลี่ยงการอยู่ในชุมชน เนื่องจากมีโอกาสติดเชื้อสูง ควรรับประทานอาหารที่สะอาดปรุงสุกเสร็จใหม่ๆ หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง ดื่มน้ำ-สะอาด เช่น น้ำต้มสุก  ถ้ามีอาการบ่งบอกว่ามีการกดไขกระดูก เช่น มีไข้  ไอ  เจ็บคอ ให้กลับมาพบแพทย์

                อาการข้างเคียงของยาเคมีบำบัดจะแตกต่างกันไปทั้งระดับ และอาการ แต่ส่วนมากอาการที่พบ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย พบว่ามีระดับเม็ดเลือดขาวลดลงเนื่องจากเม็ดเลือดขาวถูกทำลายอย่างรุนแรง ระบบการสร้างโลหิตจากที่ไขกระดูกบกพร่อง เกิดความผิดปกติบริเวณที่ถูกรังสี เช่น ผิวหนังไหม้พุพอง ผมร่วง ปากเปื่อย เป็นต้น

                แต่มีอาการบางอย่างที่ถือเป็นสัญญาณอันตราย ต้องรีบไปพบแพทย์โดยด่วนหากมีเลือดออก หรือเป็นแผลในปากมาก      มีผื่นหรืออาการแพ้ มีไข้ หนาวสั่น ปวดมากบริเวณที่ฉีด หายใจลำบาก ท้องเดิน หรือท้องผูก อย่างรุนแรง ปัสสาวะหรืออุจจาระมีเลือดปน

                หลังผ่านช่วงการให้ยาเคมีบำบัดแล้ว อาการข้างเคียงต่างๆ จะหายไป ดังนั้น ช่วงที่ยากที่สุดคือช่วงที่ได้รับยาเพราะอาจต้องได้รับหลายครั้ง และอาการข้างเคียงอาจหนักขึ้นเมื่อได้รับยาเข็มท้ายๆ อย่างไรก็ตามการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดในปัจจุบันก็ได้มีการพัฒนาตัวยาใหม่ๆ ที่มีผลข้างเคียงลดลง ให้ประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วยมากขึ้น

                แม้ว่าการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดจะมีผลข้างเคียงจากยา แต่ก็เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพสูงในการจัดการกับมะเร็ง จึงไม่ควรกลัวการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดมากเกินไป แต่ควรทำความเข้าใจ และเตรียมร่างกายให้พร้อมเพื่อลดผลกระทบจากยาเคมีบำบัด 

คำแนะนำเรื่องโภชนาการสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด

                1.  เนื่องด้วยส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดเป็นผู้ป่วยนอก ดังนั้นจึงควรเตรียมอาหาร และของว่างมาด้วยหากการให้ยาเคมีต้องใช้
ระยะเวลาที่นาน  บางโรงพยาบาลมีการ
อำนวยความสะดวกโดยมีตู้เย็น และเครื่องไมโครเวฟไว้ให้บริการ

                2.  ควรรับประทานอาหารว่าง หรืออาหารเบาๆ ก่อนรับเคมีบำบัดทุกครั้ง

                3.  การพักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์จะสามารถช่วยลดอาการอ่อนเพลียได้เป็นอย่างดี

                4.  หากรู้สึกไม่อยากอาหารหลังจากได้รับยาเคมีบำบัดก็ไม่ควรฝืนรับประทานซึ่งแก้ไข ได้ด้วยการรับประทานครั้งละน้อย ๆ และบ่อยๆ หรือเลือกรับประทาน

อาหารที่ชอบ ในระหว่างการรักษา

                5.  ควรรับประทานอาหารตามปกติหากสามารถทำได้ ที่สำคัญคือไม่ควรฝืนรับประทาน อาหารที่ไม่ชอบ  หรือเมื่อยังรู้สึกอิ่มอยู่

                6.  อย่าเกรงใจที่จะขอให้ญาติ และเพื่อนๆ มีส่วนช่วยในการเลือกซื้อ และเตรียมอาหาร หรือหากอยู่คนเดียวก็อาจสั่งอาหารมารับประทานที่บ้าน

หรือออกไปรับประทานอาหาร กับเพื่อนบ้าน หรือชมรมผู้สูงอายุ  ฯลฯ

                7.  ผลข้างเคียงจากการรักษาส่วนใหญ่เป็นแบบชั่วคราวเท่านั้น หากอาการไม่หายไป  ผู้ป่วยจะต้องแจ้งให้แพทย์ผู้รักษาทราบเพื่อดำเนินการรักษาอย่างถูกต้อง

และเหมาะสมต่อไป 

 

**************************

Copyright ? 2020 Queen Savang Vadhana Memorial Hospital  Rights Reserved.


joomla counter Queen Savang Vadhana Memorial Hospital