ภาวะวิกฤติกับการดูแลสุขภาพจิต

 

นายแพทย์สิทธินันท์  ตันจักรวรานนท์

                ภาวะวิกฤติ  คือ  สิ่งที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากภาวะปกติเป็นสิ่งที่ไม่คาดฝัน  โดยแยกเป็น 

                1.  สิ่งที่เกิดตามธรรมชาติ  เช่น  พายุ  น้ำท่วม  แผ่นดินถล่ม  สึนามิ  เป็นต้น 

                2.  สิ่งที่ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ  เช่น  ภาวะสงคราม  อาชญากรรม   การข่มขืน

                ภาวะวิกฤติต่างๆ  ทำให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงในหลายๆ  ด้าน  เช่น  สภาพจิตใจของ ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์และญาติ  ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ  สังคม  และสิ่งแวดล้อม  ฯลฯตัวอย่างเหตุการณ์วิกฤติที่สำคัญ  เช่น  การเกิดปรากฎการณ์คลื่นยักษ์สึนามิ  การเกิดพายุไซโคลนนาร์กีสถล่มบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิระวดี  ประเทศเมียนมาร์   การเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ที่มณฑลเสฉวนประเทศจีน  ข่าวการรั่วไหลของสารเคมีสารโซเดียมไฮโดรซัลไฟต์  (Sodium  hydrosulfite)บริเวณแหลมฉบัง  และแม้กระทั่งการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นทั่วโลก  รวมทั้งเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่  3  จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย  ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้มีความสูญเสีย ที่ปรากฏชัดเจน 

                ปฏิกิริยาทางจิตใจเหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะฟื้นฟูกลับสู่สภาพปกติได้ในช่วง  3-6  เดือน หลังเกิดเหตุการณ์  แต่สำหรับบางคนอาการจะไม่ลดลงไปตามกาลเวลา  บุคคลเหล่านี้จึงอาจ เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะมีความผิดปรกติทางจิตต่อไปได้  เช่น  มีอาการผิดปกติของความเครียดอย่างเฉียบพลัน  (Acute  stress  disorders)  หรือมีอาการผิดปกติของความเครียดหลังภัยพิบัติ (Post-traumatic  stress  disorders/PTSD)  ดังนั้นการดูแลด้านจิตใจควรเริ่มที่ไหน?  และอย่างไร?

                การช่วยเหลือบุคคลในยามวิกฤติเรียกว่า  Crisis  Intervention  หมายถึง  การที่บุคลากรทางด้านสุขภาพจิตเข้าไปยุ่งเกี่ยวในชีวิตของคนที่กำลังประสบความยุ่งยาก  อันเนื่องมาจากภาวะวิกฤติ  เพื่อช่วยเหลือ  โดยการนำพลังความสามารถที่หลงเหลืออยู่ในตัวของบุคคลนั้นออกมาใช้แก้ไขสถานการณ์

                ในส่วนของการให้ความช่วยเหลือในกรณีเกิดภัยพิบัติ  มีรูปแบบ  (model)  หนึ่งที่เป็นที่ยอมรับได้แก่  รูปแบบระยะของภาวะวิกฤติ  (Phase  Disaster)  ซึ่งแข่งระยะเวลา  ตั้งแต่ก่อน  และหลังเหตุการณ์เพื่อให้การช่วยเหลือที่เหมาะสมคือ  1.  ระยะก่อนเกิดเหตุ  ต้องมีการเตรียมคนให้มีความพร้อมและความยืนหยุ่นทางด้านจิตใจ  2.  ระยะวิกฤตและระยะฉุกเฉิน  คือ  72  ชั่วโมงแรกถึง  2  สัปดาห์หลังเกิดเหตุ  เป็นช่วงที่ต้องให้การช่วยเหลือด้านร่างกายเป็นหลัก  ภาวะจิตใจเป็นรอง  3.  ระยะหลังได้รับผลกระทบ  คือ  ประมาณ  2  สัปดาห์ถึง  3  เดือน  ต้องเริ่มเข้าไปประเมินเพื่อให้ความช่วยเหลือ  และ  4.  ระยะฟื้นฟู  ภายหลังเหตุการณ์  3  เดือน  ซึ่งในระยะนี้คนปกติทั่วไปสภาพจิตใจต้องดีขึ้นแล้ว  เป็นระยะที่ควรจะให้ความช่วยเหลือทางด้านจิตสังคม

                “สำหรับประเทศไทย  กรมสุขภาพจิต  กระทรวงสาธารณสุขก็ได้มีการกำหนดนโยบายและแนวทางในการอบรมเจ้าหน้าที่เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยพิบัติเช่นกัน  โดยในระยะวิกฤตหรือ  72  ชั่วโมงแรกระยะนี้ทีมกู้ภัยต้องเป็นตัวเอก  ทางด้านจิตใจยังไม่ต้องให้การช่วยเหลือใดๆ    เพราะในช่วงนี้เป็นช่วงที่จิตใจคนยังตื่นตระหนกอยู่  แต่เราจะให้การประเมินเฉพาะผู้ที่มีความทุกข์ทรมานทางใจอย่างรุนแรง  และให้การช่วยเหลือเฉพาะหน้าเท่านั้น  หลังจากนั้นในช่วง  2  สัปดาห์ถึง  3  เดือน  เป็นช่วงที่ควรให้ความช่วยเหลือทางด้านจิตใจ  เพราะทีมช่วยเหลือจะเริ่มถอนตัว  และเป็นช่วงที่เริ่มเข้าสู่สภาพความเป็นจริง  โดยในช่วงนี้ผู้ประสบภัยอาจจะมีอาการซึมเศร้า  มีปัญหาทางจิต  ส่วนระยะฟื้นฟูคือหลังเกิดภัยพิบัติ  3  เดือน  เป็นระยะที่คนส่วนใหญ่จะรู้สึกดีขึ้น  สิ่งที่ควรให้ความช่วยเหลือคือทางด้านจิตสังคม  รวมทั้งเรื่องของอาชีพและการหาที่พักอาศัยด้วย”

                Jacobson  และคณะได้แบ่งวิธีการช่วยเหลือบุคคลยามวิกฤติออกเป็น  2  วิธี  เรียกว่า วิธีจัดการทั่วไป  (Generic  Approach)  และวิธีจัดการเฉพาะรายบุคคล  (Indivedual  Approach) 

1.  วิธีจัดการทั่วไป  (Generic  Approach)  เป็นวิธีช่วยเหลือบุคคลที่ประสบภาวะวิกฤติ  โดยคำนึงชนิดของภาวะวิกฤติที่ประสบ  การช่วยเหลือมีจุดมุ่งหมายไปในด้านการแก้ไขสภาวะวิกฤติ  วีการช่วยเหลือที่ใช้จะเป็นวิธีที่เหมาะสมสำหรับคนส่วนใหญ่ที่กำลังประสบภาวะวิกฤติ

                วิธีการนี้จะมุ่งไปที่เหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดภาวะวิกฤติแก่คนส่วนใหญ่เป็นส่วนรวม  การช่วยเหลือก็ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  และผู้ที่จะให้การช่วยเหลือนั้นอาจเป็นบุคลากรอื่นๆ ที่ไม่ใช่บุคลากรทางสุขภาพจิต  ไม่จำเป็นจะต้องมีความรู้ในเรื่องกระบวนการภายในจิตใจ  กระบวนการระหว่างบุคคล  ดังนั้นแพทย์ทั่วไป  พยาบาลทั่วไป  ครู  นักสังคมสงเคราะห์ หรือประชาชนทั่วไป  ก็สามารถให้การช่วยเหลือประเภทนี้ได้  (Aguilera, 1970)

                2.  วิธีจัดการเฉพาะรายบุคคล  (Individual  Approach)  เป็นวิธีการช่วยเหลือบุคคลในภาวะวิกฤติที่จะต้องกระทำโดยบุคคลกรทางด้านสุขภาพจิต  เพราะจะต้องทำการประเมินจิตใจของบุคคลยามเกิดวิกฤติ  วิธีนี้จะใช้ช่วยเหลือบุคคลยามวิกฤติเป็นบางคนเท่านั้น  โดยมากเป็นคนที่ไม่สามารถปรับตัวได้แม้ว่าจะได้รับการช่วยเหลือเบื้องต้น  ด้วยวิธีการจัดการทั่วไปแล้ว  ผู้ที่จะให้การช่วยเหลือนั้นจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการของจิตใจและสังคม  กระบวนการระหว่างบุคคล  (Interpersonal  relationship) 

                ดังนั้นภาวะวิกฤตินอกจากปัญหาทางกายภาพแล้ว  ในระยะยาวผู้ประสบภัยยังมีปัญหาทางด้านจิตใจได้  การดูแลที่ดีอย่างเป็นระบบ  ทำให้ผู้ประสบภัยได้รับการดูแลที่เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา  และอาจเป็นโอกาสให้บุคคลนั้นค้นพบความสามารถที่ซ่อนอยู่ในตนเอง  และพัฒนา  โดยปรับจากวิกฤติเป็นโอกาสได้ 

***********************

Copyright ? 2020 Queen Savang Vadhana Memorial Hospital  Rights Reserved.


joomla counter Queen Savang Vadhana Memorial Hospital