"โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน"

    
แพทย์หญิงวิไลลักษณ์  อมรภิญโญเกียรติ

 

เคยไหมที่อยู่ ดี ๆ ก็เกิดอาการเวียนศีรษะคล้ายบ้านหมุน ร่วมด้วยหูอื้อ หรือมีเสียงในหูอื้อ ๆ ๆ อยู่ในหูตลอดเวลา อาจจะได้ยินข้างเดียวหรือทั้ง 2 ข้าง พอลุกขึ้นยืนก็ทรงตัวไม่อยู่จะล้มเสียให้ได้

โรค ๆ นี้ไม่ได้พบบ่อยนัก ในจำนวนของคนไข้ที่เข้ามาพบแพทย์ด้วยอาการเวียนศีรษะ จะมีเพียงร้อยละ 7 เท่านั้นที่เป็นโรคนี้

โรคนี้ คือ โรคน้ำในหูชั้นในไม่เท่ากัน หรือ โรคเมเนียร์ (Meniere's disease) 
          ปกติหูชั้นในจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่มีลักษณะคล้ายก้นหอย ทำหน้าที่รับเสียง อีกส่วนหนึ่งเป็น อวัยวะรูปร่างครึ่งวงกลมซึ่งมีอยู่ 3 วงด้วยกัน ทำหน้าที่เกี่ยวกับการทรงตัว


          หูชั้นในนอกจากจะแบ่งตามหน้าที่แล้ว ยังแบ่งตามโครงสร้างได้เป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นกระดูก กับส่วนที่เป็นเยื่อหุ้มภายใน ส่วนที่เป็นกระดูกจะห่อหุ้มส่วนที่เป็นเยื่อหุ้มภายใน (ในรูปคือส่วนที่เป็นสีฟ้า)โดยในส่วนที่เป็นเยื่อหุ้มภายในจะมีของเหลวอยู่ เมื่อเกิดโรค ของเหลวที่อยู่ในส่วนที่เป็นเยื่อหุ้มภายในจะคั่งมาก ทำให้การไหลเวียนไม่สะดวก แรงดันที่เพิ่มขึ้นในหูชั้นในจะขัดขวางการทำงานของกระแสประสาทที่เกี่ยวกับการได้ยิน และการทรงตัว ทำให้สูญเสียการได้ยิน และความสมดุล ซึ่งทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะขึ้นได้

โรคนี้มีโอกาสเป็นได้ทุกเพศ และทุกวัย เพราะเป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด พบมากในวัยทำงานที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป แต่มีปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการดำเนินโรคได้ โดยพบว่าอาหารที่มีปริมาณเกลือโซเดียมสูง หรืออาหารที่มีรสเค็ม สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการได้ เช่นเดียวกับ การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา ความเครียด และสภาวะแวดล้อมที่มีเสียงดังอึกทึกมากๆ 

อาการของโรค

1. อาการเวียนศีรษะ  เกิดขึ้น ทันทีทันใด อยู่เฉยๆ ก็เป็นขึ้นมา และคงอยู่นานเกินกว่า 20 นาที (บ่อยครั้งที่เป็นนานหลายชั่วโมง) และอาจรุนแรง แต่ไม่ทำให้หมดสติ หรือเป็นอัมพาต นอกจากนี้อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เหงื่อออก คลื่นไส้ อาเจียน

2. การได้ยินลดลง เกิดขณะ มีอาการเวียนศีรษะ ซึ่งระยะแรกอาจเป็นๆ หายๆ การได้ยินมักจะดีขึ้นเมื่ออาการเวียนศีรษะหายไป แต่ถ้าเป็นซ้ำๆ กันหลายๆ ครั้ง การได้ยินมักจะเสื่อมลงเรื่อยๆ และไม่กลับคืนมา จนหูตึงได้

3. หูอื้อ เสียงดังในหู ซึ่งเกิดขึ้นในหูข้างที่ผิดปกติ อาจเป็นตลอดเวลา หรือเป็นเฉพาะเวลาเวียนศีรษะก็ได้ ฉะนั้นในการวินิจฉัยโรคจะต้องใช้อาการเฉพาะ เพื่อแยกโรคอื่นที่เกี่ยวกับหูออกไปเสียก่อน โดยใช้วิธีการตรวจเพิ่มเติมในส่วนของหูชั้นใน ซึ่งบางครั้งอาจไม่พบความผิดปกติ แต่อาจตรวจโรคอื่นที่ไม่ใช่โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน เช่น  โรควิงเวียนจากหินปูนในหูชั้นในเสื่อมซึ่งพบได้บ่อยกว่าโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

 การวินิจฉัย

การซักประวัติอย่างละเอียด และการตรวจร่างกายจะช่วยในการวินิจฉัย ถ้าคนไข้มาด้วยอาการครบ 3 อย่างดังกล่าวก็มักให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน ซึ่งพบว่า 50% เท่านั้นที่มีอาการเด่นชัด ในกรณีที่อาการไม่ชัดเจนก็จำเป็นต้องอาศัยการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เพื่อช่วยในการวินิจฉัย ดังนี้

1. การตรวจการได้ยิน (Audiogram)
             2. การตรวจการทรงตัว (Electrony stagmography ; ENG)

- เพื่อดูว่าเป็นหูข้างใด ที่มีพยาธิสภาพ

- ความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน

- แยกโรคจากเวียนศีรษะที่เกิดจากระบบประสาทส่วนกลาง เช่น โรคเนื้องอกในสมอง         เส้นเลือดสมองอุดตัน

3. การตรวจคลื่นไฟฟ้าในหูชั้นใน (Electro cochleography; ECOG) เป็น การวัดการได้ยินระดับหูชั้นใน พบว่ามีความไว 65-70% ในการตรวจพบความผิดปกติของคนไข้ แต่มีความเฉพาะเจาะจงสูง (Specificity) 95% (คือถ้าตรวจออกมาได้ผลบวก ค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นโรคนี้)

4. การตรวจการได้ยินระดับก้านสมอง (Auditory Brainstem Response; ABR) เป็นการวัดการได้ยินระดับก้านสมอง เพื่อแยกโรคที่เกี่ยวกับเส้นประสาทการได้ยินหลังหูชั้นในเข้าไปอีก เช่น การตรวจหาเนื้องอกที่ประสาทการได้ยิน

5. การทำเอ็มอาร์ไอ หรือ ซีทีสแกนสมอง มักไม่จำเป็นในการวินิจฉัย แต่อาจใช้กรณีช่วยแยกโรคที่สงสัยว่าเกิดจากเนื้องอกที่เส้นประสาทการได้ยิน หรือการทรงตัว 

การรักษา

เนื่องจากโรคนี้ไม่มีความจำเพาะของพยาธิสภาพ หมอจะรู้แต่เพียงว่าความดันในหูไม่เท่ากัน ส่วนใหญ่จะรักษาตามอาการที่ตรวจพบ โดยจะให้ยาขับปัสสาวะเพื่อลดสภาวะอาการบวม และคั่งของน้ำในหูชั้นใน รวมทั้งยาขยายหลอดเลือด ยาลดอาการเวียนศีรษะ และคลื่นไส้อาเจียน ตลอดจนยากล่อมประสาท และยานอนหลับ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยผ่อนคลาย และนอนหลับได้เป็นปกติ ส่วนการฉีดยาเจนต้ามัยซินเข้าหูชั้นกลางทำให้ซึมเข้าหูชั้นในเพื่อควบคุมอาการเวียนศีรษะ ใช้ในกรณีที่กินยาไม่ได้ผล ยังมีอาการเวียนศีรษะอยู่ และการผ่าตัดใช้ในกรณีคนไข้มีอาการมาก และรักษาวิธีการใช้ยาข้างต้นไม่ได้ผลแล้ว

 การป้องกัน
          ทำได้โดย เมื่อทราบภาวะที่จะกระตุ้นให้เกิดโรคแล้ว อะไรที่เป็นภาวะเสี่ยงก็ควรลดภาวะนั้น ๆ เช่น หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา ชา กาแฟ การสูบบุหรี่ ลดการบริโภคอาหารที่มีรสชาติเค็ม นอกจากนี้ การปฏิบัติตัวเพื่อให้ลดภาวะ และอาการของโรคเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในชีวิต ประจำวัน ได้แก่ ลดภาวะเครียด ควบคุมอารมณ์ให้เบิกบานแจ่มใส และลดงานบางอย่างที่มากจนเกินไป

****************************


    
   
             

Copyright ? 2020 Queen Savang Vadhana Memorial Hospital  Rights Reserved.


joomla counter Queen Savang Vadhana Memorial Hospital