โรคไข้หวัดใหญ่

    
แพทย์หญิงวิไลลักษณ์  อมรภิญโญเกียรติ

อากาศเริ่มหนาว บางท่านชอบ แต่บางท่านเริ่มมีหวัด คัด จมูก น้ำมูกไหล วันนี้จึงได้นำความรู้เรื่องไข้หวัดใหญ่มาเล่าให้ฟังนะคะ

ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่สามารถพบได้ในทุกเพศ ทุกวัย แต่จะพบมากในเด็ก แต่อัตราการตายกลับพบมากในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 65 ปีหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่นโรคหัวใจ โรคปอด โรคไต เป็นต้น สำหรับไข้หวัดใหญ่เป็นการติดเชื้อที่เรียกว่า influenza virus เป็นการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจซึ่งอาจจะลามลงไปปอด ผู้ป่วยจะมีอาการค่อนข้างเร็ว ไข้สูงกว่าไข้หวัด ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียอย่างฉับพลัน

การติดต่อ

เชื้อสามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่งโดยการหายใจ การไอ หรือจาม การสัมผัสน้ำมูกหรือเสมหะของผู้ป่วยโดยเชื้อจะผ่านเข้าทางเยื่อบุตา จมูกและปาก การสัมผัสสิ่งที่ปนเชื้อโรค เช่น ผ้าเช็ดหน้า ช้อน แก้วน้ำ ส่วนใหญ่ผู้ที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่จะไม่มีโรคแทรกซ้อน  ระยะฟักตัวของเชื้อคือ  1-4 วัน โดยเฉลี่ย 2 วันผู้ป่วยจะมีอาการ

  • - อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้
  • - ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดตามแขนขา ปวดข้อ ปวดรอบตา
  • - ไข้สูง 39-40 องศาเซลเซียส
  • - เจ็บคอ และคอแดงมีน้ำมูกใสไหล
  • - ไอแห้งๆ
  • - ตามตัวจะร้อน แดง ตาแดง

อาการอาเจียน หรือท้องเดิน ไข้เป็น 2-4 วัน แล้วค่อยๆ ลดลงแต่อาการคัดจมูก และแสบคอยังคงอยู่โดยทั่วไปจะหายใน 1 สัปดาห์ ยกเว้นผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรังอยู่ก่อนแล้วติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ จะทำให้มีการติดไปยังระบบอื่นๆ ด้วย เช่น

  • - อาจพบการอักเสบของเยื่อหุ้มหัวใจ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอก หรืออาการหัวใจวาย ผู้ป่วยจะเหนื่อยหอบ
  • - ระบบประสาท พบเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และสมองอักเสบผู้ป่วยจะปวดศีรษะมาก และซึมลง
  • - ระบบหายใจ มีหลอดลมอักเสบ และปอดบวม ผู้ป่วยจะแน่นหน้าอก และเหนื่อยง่าย

โดยทั่วไปไข้หวัดใหญ่มักจะหายในไม่กี่วัน แต่ก็มีผู้ป่วยบางรายมีอาการไอ และปวดตามตัวนาน    2 สัปดาห์ ส่วนผู้ที่เสียชีวิตมักจะเกิดจากปอดบวม และโรคหัวใจ หรือโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่ 

โรคแทรกซ้อน

              1.ติดเชื้อแบคทีเรีย อาจจะทำให้ปอดบวม ฝีในปอด หนองในช่องเยื่อหุ้มปอด

              2.ไข้หวัดใหญ่ในหญิงมีครรภ์ ผลต่อมารดามักเป็นชนิดรุนแรงและมีอาการมาก ผลต่อเด็กอาจจะทำให้แท้ง

การรักษา                           

ไข้หวัดใหญ่ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนสามารถดูแลตัวเองที่บ้านได้ ดังนี้

  • - นอนพักมากๆ ไม่ควรออกกำลังกาย
  • - ให้ดื่มน้ำหรือน้ำผลไม้ หรืออาจจะดื่มน้ำเกลือแร่ร่วมด้วยแต่ไม่ควรดื่มน้ำเปล่าอย่างเดียวเพราะจะทำให้ท่านขาดเกลือแร่ได้
    หรืออาจจะเตรียมโดยใช้น้ำข้าวใส่เกลือ และน้ำตาลก็ได้
  • - การรักษาตามอาการ และการประคับประคอง
  • - ลดไข้ด้วยยาลดไข้ เช่น paracetamol ไม่ควรให้ aspirin
  • - ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะเพราะยาปฏิชีวนะมีผลต่อเชื้อแบคทีเรีย ไข้หวัดใหญ่เป็นเชื้อไวรัส
  • - ถ้าไอมากอาจจะซื้อยาแก้ไอรับประทาน
  • - สำหรับผู้ที่เจ็บคออาจใช้น้ำ 1 แก้วผสมกับเกลือ 1 ช้อนกรั้วคอ
  • - สำหรับท่านที่มีอาการคัดจมูกอาจจะใช้ไอน้ำช่วยวิธีง่ายคือต้มน้ำร้อนแล้วเทใส่ชามให้นั่งหน้าชามเอาผ้าคลุมศีรษะ และสูดดมไอน้ำ
    อาจจะใส่ขิงลงไปเพื่อบรรเทาอาการคัดจมูก
  • - อย่าสั่งน้ำมูกแรงๆ เพราะจะทำให้เชื้อลุกลามเข้าไซนัส
  • - ให้ล้างมือบ่อยๆ เมื่อออกนอกบ้าน ในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อไขหวัดใหญ่ ให้หลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์สาธารณะ ลูกบิดประตู เป็นต้น
  • - เวลาไอ หรือจามให้ใช้ผ้าเช็ดหน้า หรือกระดาษทิสชู่ปิดปาก
  • - ช่วงที่มีการระบาดให้หลีกเลี่ยงบริเวณที่สาธารณะ

ผู้ป่วยควรพบแพทย์เมื่อไร

ไข้หวัดใหญ่สามารถหายเองได้ และท่านสามารถดูแลตัวเองที่บ้านแต่หากมีอาการดังต่อไปนี้    ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวท่าน

ในเด็กควรจะปรึกษาแพทย์เมื่อ

  • - ไข้สูงและเป็นนาน
  • - ให้ยาลดไข้แล้วไข้ยังเกิน 38.5 องศาเซลเซียส 
  • - หายใจหอบ หรือหายใจลำบาก
  • - มีอาการมากกว่า 7 วัน
  • - เด็กดื่มน้ำ หรือรับประทานอาหารไม่พอ
  • - เด็กซึมลง ไม่เล่น
  • - เด็กไข้ลดลง แต่หายใจหอบ

สำหรับผู้ใหญ่ที่เป็นไข้หวัดใหญ่

  • - ไข้สูงและเป็นมานาน
  • - หายใจลำบาก หรือหายใจหอบ
  • - เจ็บ หรือแน่นหน้าอก
  • - หน้ามืดเป็นลม
  • - สับสน
  • - อาเจียน รับประทานอาหารไม่ได้

ผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มเสี่ยงควรพบแพทย์ทันทีที่เป็นไข้หวัดใหญ่เนื่องจากโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อน ได้แก่

  • - ผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัวเช่น โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต เบาหวาน หอบหืด มะเร็งเป็นต้น
  • - คนท้อง
  • - ผู้ป่วยโรคเอดส์
  • - ผู้ทีพักในสถานเลี้ยงคนชรา
  • - ผู้ป่วยอายุมากกว่า 65 ปี

การป้องกัน

  • ล้างมือบ่อยๆ
  • หลีกเลี่ยงการเอามือเข้าปาก หรือขยี้ตา
  • อย่าใช้ของส่วนตัวร่วมกับคนอื่น เช่นผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด เมื่อเวลาเจ็บป่วย
  • ให้พักที่บ้านเมื่อเวลาป่วย
  • เวลาไอ หรือจามให้ใช้ผ้าปิดปากและจมูก

การฉีดวัคซีน

การป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีน ซึ่งทำจากเชื้อที่ตายแล้วโดยฉีดทีแขนปีละครั้ง หลังฉีด 2 สัปดาห์ภูมิจึงขึ้นสูงพอที่จะป้องกันการติดเชื้อ แต่การฉีดจะต้องเลือกผู้ป่วยดังต่อไปนี้

  • ผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี
  • ผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว เช่น โรคไต โรคหัวใจ โรคตับ
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
  • ผู้ป่วยโรคเอดส์
  • หญิงตั้งครรภ์ตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป และมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่
  • ผู้ที่อาศัยในสถานเลี้ยงคนชรา
  • เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง
  • นักเรียนที่อยู่รวมกัน
  • ผู้ที่จะไปเที่ยวยังที่ระบาดของไข้หวัดใหญ่
  • ผู้ที่ต้องการลดการติดเชื้อ

 

*************************

 

 

Copyright ? 2020 Queen Savang Vadhana Memorial Hospital  Rights Reserved.


joomla counter Queen Savang Vadhana Memorial Hospital