เมื่อหูอื้อ ... ทำอย่างไรดี?

     
แพทย์หญิงวิไลลักษณ์   อมรภิญโญเกียรติ

     หู เป็นอวัยวะรับเสียงของร่างกาย โดยเสียงจะผ่านจากช่องหูชั้นนอกเข้าสู่แก้วหู และกระดูกหูซึ่งเป็นส่วนของหูชั้นกลางโดยแต่ละส่วนจะมีคุณสมบัติพิเศษช่วยขยายสัญญาณเสียงให้ดังเพิ่มขึ้น หลังจากนั้นเสียงจะถูกส่งเข้าหูชั้นในรูปหอยโข่ง (Cochlea) เพื่อแปลงสัญญาณเสียงเป็นคลื่นประสาท ส่งผ่านตามเส้นประสาทสมองคู่ที่ 8 เพื่อเข้าสู่สมองและแปลผลต่อไป สำหรับภาวะหูอื้อ หรือหูตึงนั้น เป็นภาวะที่ความสามารถในการรับเสียงเสื่อมลง ความคมชัดของเสียงลดลงซึ่งอาจจะค่อยเป็นค่อยไป หรือเกิดขึ้นทันทีทันใดก็ได้ บางรายอาจมีเสียงรบกวนในหู

       ส่วนใหญ่อาการหูอื้อที่เกิดขึ้นโดยฉับพลันนั้นตัวผู้ป่วยเองมักรู้สึกถึงความผิดปกติ แต่ในกลุ่มที่อาการค่อยๆ เป็น เจ้าตัวมักไม่ทราบต้องอาศัยผู้ใกล้ชิดคอย
สังเกต เช่น เรียกไม่ค่อยได้ยิน หรือเปิดโทรทัศน์เสียงดังมาก 

      สาเหตุที่ทำให้หูอื้อ

1)  การอุดกั้นสัญญาณเสียง  ซึ่งจะเกิดในส่วนของหูชั้นนอกและหูชั้นกลาง เช่น ขี้หูอุดตัน หูชั้นนอกอักเสบจากการปั่นหู หรือว่ายน้ำบ่อยๆ และหูชั้นกลางอักเสบจากหวัด

2)  ความผิดปกติในส่วนอวัยวะรับเสียงในหูชั้นใน หรือเส้นประสาทนำเสียงสู่สมอง

หูอื้อควรทำอย่างไร?

      ต้องแก้ไขตามสาเหตุ ซึ่งสาเหตุที่พบได้บ่อยมีดังนี้ คือ

            1.ขี้หูอุดตัน      ไม่แนะนำให้ใช้การแคะหู เพราะมักจะเอาขี้หูไม่ออกแล้วยังจะทำให้ขี้หูอัดแน่น และถูกดันลึกมากขึ้น นอกจากนั้นอาจทำให้ช่องหูชั้นนอกเกิดแผล มีเลือดออก และมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติมซึ่งเรียกว่าเกิดภาวะหูชั้นนอกอักเสบได้ ส่วนวิธีที่ปลอดภัยกว่า และแนะนำให้ใช้คือ ลองหยอดยาละลายขี้หู โดยหยอดให้ท่วมรูหูทิ้งไว้สักครู่แล้วเทออก ถ้ายังรู้สึกอื้อ ให้ทำซ้ำอีก  2-3 ครั้ง ถ้าอาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการปวดหูร่วมด้วย ควรไปพบแพทย์ หู คอ จมูก เพื่อทำการตรวจหูโดยละเอียด และทำความสะอาดช่องหูต่อไป
            2.อาการหูอื้อที่เกิดจากหวัด  ควรได้รับการตรวจหูเพื่อดูความผิดปกติในหูชั้นกลาง และตรวจภายในโพรงจมูกร่วมด้วยเนื่องจากมักพบจมูกอักเสบเรื้อรัง หรือไซนัสอักเสบได้บ่อย  

           3.อาการหูอื้อที่เกิดหลังจากได้ยินเสียงดังมาก  ประเภทเสียงระเบิด เสียงประทัด หรือหูอื้อที่เกิดขึ้น โดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดร่วมกับมีอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน  หรือมีเสียงดังรบกวนในหู ควรรีบไปพบแพทย์เฉพาะทาง โดยแพทย์จะตรวจช่องหูและอวัยวะอื่นๆ เพื่อหาสาเหตุ จากนั้นจะส่งตรวจวัดระดับการได้ยิน และอาจส่งตรวจการทำงานของระบบประสาทหู  และตรวจเลือดเพิ่มเติม            
            4.อาการหูอื้อที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงความดันอย่างรวดเร็ว ขึ้นลิฟต์สูงๆ นั่งเครื่องบินขณะกำลังขึ้นและลง ปีนเขาสูงๆ อาการมักจะเป็นชั่วขณะ

และมักจะหายเองโดยเกิดจากท่อปรับความดันของหู  ชั้นกลางทำงานผิดปกติ และมีวิธีป้องกันคือเคี้ยวหมากฝรั่งขณะขึ้นที่สูง หรืออ้าปากให้เหมือนกับ
การหาว อาการหูอื้อจะบรรเทา

            5.กลุ่มหูตึงในผู้สูงอายุ  ควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาความผิดปกติอื่นๆ ที่ทำให้ประสาทหูเสื่อมเร็วกว่าปกติ และรับการประเมินระดับการได้ยินว่าสมควรใช้เครื่องช่วยฟังหรือไม่ เพื่อเลือกชนิดของเครื่องช่วยฟังที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยในแต่ละรายต่อไป       
   
หูอื้อที่เกิดจากประสาทหูเสื่อม ควรป้องกันไม่ให้ประสาทหูเสื่อมมากขึ้น ดังนี้

            1.หลีกเลี่ยงเสียงดัง

            2.ควรควบคุมโรคที่ผู้ป่วยเป็น (ถ้ามี) ให้ดี ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคไต โรคกรดยูริกในเลือดสูง โรคซีด โรคเลือด ฯลฯ

            3.หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีพิษต่อประสาทหู เช่น aspirin, aminoglycoside, quinine ซึ่งผู้ป่วยควรบอกแพทย์ทุกครั้งเวลาไปพบว่า ตนเป็นประสาทหูเสื่อม

            4.หลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ หรือการกระทบกระเทือนบริเวณหู

            5.หลีกเลี่ยงการติดเชื้อของหู หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน

            6.ลดอาหารเค็ม หรือเครื่องดื่มบางประเภทที่มีสารกระตุ้นประสาท เช่น กาแฟ ชา เครื่องดื่ม น้ำอัดลม (มีสารคาเฟอีน) และงดการสูบบุหรี่ (มีสารนิโคติน)

            7.พยายามออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ลดความเครียด วิตกกังวล

            8.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอวันละ 6-7 ชั่วโมง 

            หากท่านมีอาหารหูอื้อเมื่อไหร่ต่อไปนี้ก็คงไม่ต้องวิตกกังวลอีกแล้ว ทางที่ดีควรปฏิบัติตนตามดังที่กล่าวมาแล้ว ถ้าหากอาการไม่ดีขึ้นก็ควรจะไป
พบแพทย์เฉพาะทาง หู คอ จมูก แล้วพบกันใหม่ในคราวหน้านะคะ สวัสดีค่ะ


 

 
Copyright ? 2020 Queen Savang Vadhana Memorial Hospital  Rights Reserved.


joomla counter Queen Savang Vadhana Memorial Hospital