การฟื้นฟูผู้ป่วยอัมพฤกษ์ - อัมพาตด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย

 

แพทย์แผนไทยประยุกต์รัฐศาสตร์   เด่นชัย

 

โรคอัมพฤกษ์ – อัมพาต เป็นกลุ่มอาการที่มีความผิดปกติในการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย สำหรับอัมพฤกษ์(Paresis) นั้นหมายถึง ภาวะกล้ามเนื้อที่มีอาการอ่อนแรง สามารถขยับเขยื้อนร่างกายส่วนที่เป็นได้บ้าง ส่วนอัมพาต(Paralysis) หมายถึง ภาวะกล้ามเนื้อมีอาการอ่อนแรงไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายในส่วนที่เป็นได้เลย

สาเหตุของการเกิดโรค

               1.เกิดจากหลอดเลือดในสมองตีบ แตก หรืออุดตัน ซึ่งมักเกิดในกลุ่มของผู้สูงอายุ

ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน หัวใจ ไขมันในเลือดสูง ฯลฯ

               2.เกิดจากสมอง ไขสันหลัง หรือเส้นประสาทได้รับการกระทบกระเทือน หรืออาจ-บาดเจ็บ ฯลฯ

อาการที่พบในโรคนี้

 1.  อ่อนแรง หรือชาบริเวณกล้ามเนื้อใบหน้า แขน ขา ซีกใดซีกหนึ่ง หรือเป็นทั้งสองซีก

2.  ลิ้นแข็ง พูดลำบาก ริมฝีปากบิดเบี้ยว

3.  ปวดศีรษะอย่างรุนแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ

4.  มีปัญหาในด้านการทรงตัว หรือการเดิน

5.  มีปัญหาในด้านการมองเห็นข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้าง เช่น มีอาการตามัว

     มองไม่เห็นชั่วครั้งชั่วคราว 

การแพทย์แผนไทยเป็นทางเลือกหนึ่งที่มีการบำบัด ดูแล รักษากลุ่มผู้ป่วยโรคนี้ โดยมีลำดับ ขั้นตอนในการให้บริการ 3 ขั้นตอน  ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 – ตรวจประเมินแบบเวชกรรมไทยโดย การวัดองศาของข้อต่อ การเคลื่อนไหว ร่างกายของผู้ป่วย และผู้ป่วยจะต้องสามารถทำกิจกรรมได้บ้าง

ขั้นตอนที่ 2- กระบวนการบำบัดโรคนี้ จะต้องใช้ การนวดแบบฟื้นฟู เป็นการนวดตามแนวเส้นพื้นฐาน หรือการลงจุดสัญญาณ ซึ่งการนวดในลักษณะนี้จะเป็นการนวดที่หนักเพื่อกระตุ้น ซึ่งการนวดแบบฟื้นฟูแพทย์แผนไทยจะเป็นผู้นัดผู้ป่วยมาทำการรักษาตามความเหมาะสมของผู้ป่วย สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ส่วนการบำบัดจะรักษาด้วยการประคบความร้อนชื้น โดยใช้ลูกประคบสมุนไพร ซึ่งจะมีสรรพคุณในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และยังช่วยในการเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ทำให้ผิวพรรณดูสดใสขึ้นด้วย

ขั้นตอนที่ 3 – จะเน้นในเรื่องการให้คำแนะนำการออกกำลังกาย การทำท่าบริหาร เพื่อให้ผู้ป่วยได้ฝึกการใช้กำลังของกล้ามเนื้อและการที่ร่างกายคนเรานั้นเมื่อเจ็บป่วยจะให้กลับมาเป็นปกติก็จะต้องใช้ระยะเวลานาน  ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำตามคำแนะนำของแพทย์แผนไทย-ประยุกต์ที่ดูแลท่าน และนอกจากนี้เรื่องอาหารการกินก็เป็นสิ่งสำคัญ ควรกินอาหารที่ย่อยง่ายมี

กากใย เนื่องจากผู้ป่วยโรคนี้ ส่วนใหญ่จะมีปัญหาในการย่อยอาหาร มีปัญหาในการขับถ่าย ซึ่งทางศาสตร์การแพทย์แผนไทยจะแนะนำให้ผู้ป่วยงดกินอาหารรสเย็น จำพวก ไอศกรีม น้ำปั่น ฟักแฟง แตงโม ฯลฯ เพราะอาหารรสเย็นจะไปขัดขวางการทำงานของธาตุลม แล้วจะส่งผลให้ร่างกายสูญเสียสมดุลในกลุ่มของการไหลเวียนโลหิต และที่สำคัญคือจะทำให้มีอากรท้องอืด ท้องผูก ตลอดจนเป็นริดสีดวงได้

                จากที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นหลายท่านอ่านแล้วอาจจะสงสัยว่าในการรักษาจะต้องใช้ระยะเวลานานเท่าไหร่ถึงจะเห็นผลเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งระยะเวลาที่ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นสำคัญขึ้นอยู่กับระยะเวลาการมารับการบำบัดรักษา  ถ้าหากผู้ป่วยเริ่มมีอาการแล้วมารับการรักษาเร็วก็จะมีโอกาสเริ่มมีอาการดีขึ้นจากเดิม  โดยใช้ระยะเวลาประมาณ  1-3  สัปดาห์  และหากมารับการบำบัดต่อเนื่องกันอย่างสม่ำเสมอ  3-6  เดือน  ผู้ป่วยก็จะสามารถช่วยเหลือตัวเอง  และกลับมาทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเองได้เป็นบางอย่างแต่อาจจะไม่ทั้งหมด  100%  แต่ก็จะมีอาการพัฒนาที่ดีขึ้นเรื่อยๆ  ซึ่งการใช้ระยะเวลาการบำบัดรักษาของแต่ละคนก็จะมีสภาพแตกต่างกันไปไม่เท่ากัน  ขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจ  กำลังใจของผู้ป่วยและญาติ  ตลอดจนผู้ป่วยแต่ละคนสนใจ  หมั่นทำท่า-บริหารฝึกกำลังกล้ามเนื้อบ่อยๆ  ก็จะมีโอกาสหายได้ในที่สุด

                สิ่งสำคัญสำหรับการบำบัดดูแลรักษากลุ่มโรคนี้  จำเป็นต้องให้ผู้ป่วยมีขวัญกำลังใจ 

มีความหวัง  มองโลกในแง่ดี  คิดบวกเพื่อเป็นแรงผลักดันในการฟื้นฟูสมรรถภาพ  ดังนั้น 

ญาติ  มิตร  และบุคคลรอบข้างหรือใกล้ชิดควรเป็นกำลังใจและสนับสนุนผู้ป่วย  ไม่ควรแสดงอาการรังเกียจ  หรือรำคาญผู้ป่วย  เพื่อที่จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าไม่ถูกทอดทิ้ง  ต่อสู้กับโรคร้ายอยู่เพียงลำพัง  หากช่วยกันคนละไม้คนละมือโอกาสที่ผู้ป่วยจะกลับมาใช้ชีวิตตามปกติก็จะมีมากขึ้นในอนาคต

                หากท่านใดมีอาการตามที่กล่าวไว้ก็อย่าชะล่าใจ  เพราะถ้าหากมนุษย์เราสามารถป้องกันได้ก็ควรจะป้องกันไว้จะดีกว่าการมาแก้ไข  หรือฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย  จิตใจ  ควรรีบพบแพทย์  เพื่อปรึกษาหรือนวดระบบไหลเวียนของเลือดในร่างกายได้ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี  ณ  ศรีราชา  สภากาชาดไทย  วันจันทร์-ศุกร์  เวลา  08.00-19.00  น.  วันเสาร์-อาทิตย์  และ วันหยุดนักขัตฤกษ์  เวลา  08.30-16.30  น.  หมายเลขโทรศัพท์  038-320-200  ต่อ  1347

 

--------------------------------

Copyright ? 2020 Queen Savang Vadhana Memorial Hospital  Rights Reserved.


joomla counter Queen Savang Vadhana Memorial Hospital