มารู้จัก...เด็กสมาธิสั้น...กันเถอะ

ดารินทร์  สิงห์สาธร

 

 

เด็กสมาธิสั้นคืออะไร ?

   เด็กสมาธิสั้นมีภาวะหลักๆ อยู่ 3 ด้าน

                1. มีภาวะสมาธิสั้น เหม่อลอย

                2. มีอาการซน อยู่ไม่นิ่ง

                3. มีอาการหุนหันพลันแล่น โดยรวมมักจะทำอะไรไม่ได้นาน วอกแวก ไม่มีสมาธิ โดยเฉพาะในเรื่องการเรียน มักทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ หรือหน้าจอโทรศัพท์ได้นาน   แต่เปลี่ยนโหมดเป็นการเรียนมักจะปฏิเสธทั้งเรื่องเรียน เขียน อ่าน ซึ่งต้องแยกภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ออกก่อน จึงจะเหลือภาวะที่เป็นสมาธิสั้นเท่านั้น หรืออาจจะมีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ร่วมด้วย ซึ่งกุมารแพทย์ด้านพัฒนาการ หรือจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นจะเป็นผู้ประเมินผลและสังเกตพฤติกรรมทางคลินิกของเด็กว่าเป็นสมาธิสั้นหรือไม่ ?

 

ภาวะสมาธิสั้นเกิดจากอะไร ?

มีงานวิจัยจำนวนมากในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาที่บ่งชี้ว่า เกิดจากความผิดปกติของสารเคมีบางชนิด    ในสมอง เช่น โดปามีน ซีโรโตนิน นอร์อิพิเนฟริน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างสมาธิ  นอกจากนี้ยังมีความผิดปกติในการทำงานของวงจรที่ควบคุมสมาธิและการตื่นตัวซึ่งอยู่ที่สมองส่วนหน้า และยังพบว่ามีปัจจัยด้านพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยพบว่าเด็กที่เกิดจากพ่อแม่มีภาวะสมาธิสั้นจะมีโอกาสเป็นสมาธิสั้นมากกว่าเด็กอื่นถึง 4 เท่า แต่คาดเดาไม่ได้ว่าลูกลำดับที่เท่าใดจะเป็นนักวิทยาศาสตร์พยายามศึกษาว่า   การถ่ายทอดพันธุกรรมนี้อยู่ที่ยีนตัวใดและถ่ายทอดแบบไหน ซึ่งยังไม่ได้คำตอบที่แน่นอน นอกจากนี้   การที่พ่อแม่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ ใกล้สารตะกั่ว ปรอท หรือติดยาเสพติด ลูกก็จะมีโอกาสเกิดภาวะสมาธิสั้นเช่นเดียวกัน แต่ที่แน่นอนคือสมาธิสั้นไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดูที่ผิดปกติ แต่ปัจจัยการเลี้ยงดูส่งผลทำให้อาการสมาธิสั้นแย่ลง สิ่งที่ผู้ปกครองควรทำคือการไม่ตามใจมากเกินไปหรือปล่อยปละละเลยมากเกินไป ควรมีระเบียบวินัยเป็นตัวกำกับในระดับที่พอเหมาะ เพื่อช่วยให้เด็กฝึกควบคุมตนเองได้ดีขึ้น ร่วมกับการฝึกปรับพฤติกรรม

แนวทางในการช่วยเหลือหรือดูแล ?

                   1.การใช้ยาช่วยเพิ่มสมาธิ ได้แก่ กลุ่มเมธิลเฟนิเดต ได้แก่ ริทาลิน คอนเซอต้า ออกฤทธิ์หลังรับประทาน 30 นาที
ริทาลินออกฤทธิ์นาน 3-4 ชั่วโมง ส่วนคอนเซอต้าออกฤทธิ์นาน  12 ชั่วโมง และแอนตี้ไซโคติกส์ได้แก่ ริสเพอริโดล  ถ้าจะให้ได้ผลดีควรกินทุกวัน เพื่อให้เกิดการปรับสภาพ และปรับตัวของสมอง เกิดการเรียนรู้และเกิดพฤติกรรมที่ดีขึ้นร่วมกับการปรับพฤติกรรม แพทย์จึงแนะนำให้หยุดยา

                2.การฝึกปรับพฤติกรรมหรือฝึกควบคุมตนเอง พ่อแม่ควรมีส่วนร่วมในการจัดตารางเวลา ตารางกิจวัตรประจำวัน การเรียน การเล่น ร่วมกับลูกและทำอย่างสม่ำเสมอ จึงจะเกิดการเรียนรู้อย่างถาวร ให้แรงเสริมด้านบวก เช่นชื่นชมเมื่อทำดี กำกับตนเองได้ดี ถ้ามีภาวะอยู่ไม่นิ่งหรือขาดสมาธิมาก ควรทำกิจกรรมกลางแจ้งร่วมด้วยกับการรับประทานยา เช่น ว่ายน้ำ เล่นน้ำ  ปั่นจักรยาน ปีนป่ายเชือกตาข่าย เครื่องเล่นสนามเด็กเล่น ขี่ม้า ฯลฯ

                3.การปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม  คือสิ่งแวดล้อมต้องไม่กระตุ้นมากเกินไป เช่น ห้องเรียน หรือที่บ้านไม่ควรมีสิ่งของมากเกินไป ถ้ามีต้องเก็บเข้าตู้ ลิ้นชักให้เป็นระเบียบ ให้พ้นจากมือ       และสายตาเด็ก ถ้าจะเล่นให้หยิบมาทีละชิ้น เมื่อเล่นเสร็จควรเก็บเลย ขณะทำการบ้านควรหันหน้าเข้ามุม จัดมุมสงบ ไม่ควรเปิดทีวี หรือมีคนพลุกพล่านขณะทำการบ้าน เมื่อพูดกับเด็ก     หรือออกคำสั่งควรสั้น ชัดเจน กระชับ เสียงดังมากพอ บอกทีละอย่าง ถ้าไม่ทำให้เข้าไปแตะตัว สัมผัสไหล่เพื่อกระตุ้นเตือน หรือช่วยจับมือทำ ฯลฯ

 

 

การมองหาโรงเรียนให้ลูก เด็กสมาธิสั้นสามารถเข้าเรียนห้องเรียนปกติได้ โดยเน้นโรงเรียน  หรือคุณครูที่เข้าใจภาวะสมาธิสั้น ไม่ปฏิเสธการดูแลรักษาร่วมด้วย สัดส่วนเด็กในห้องไม่มากจนเกินไป โรงเรียนมีพื้นที่สนามเด็กเล่นให้วิ่งเล่นเพียงพอ บทบาทของครูกับการช่วยเหลือเด็กสมาธิสั้น เด็กสมาธิสั้นมักจะมีความภาคภูมิใจต่ำ ทำอะไรไม่สำเร็จ ทำได้น้อยกว่าศักยภาพที่มี ไม่มั่นใจ และความภาคภูมิใจตนเองต่ำ ไร้ค่า จึงมักแสดงพฤติกรรมออกมาเพื่อเรียกร้องหรือต่อต้าน เช่น เกเร อยากฆ่าตัวตาย ติดยาเสพติด

เมื่ออยู่ในห้องเรียนครูควรจัดห้องเรียน

                   1.ตำแหน่งโต๊ะเรียนไม่ควรให้เด็กนั่งติดประตูหรือใกล้หน้าต่าง เพราะจะวอกแวก เสียสมาธิ     เหม่อลอยออกนอกห้องเรียน ควรจัดให้นั่งแถวหน้าใกล้โต๊ะครูที่สุด เมื่อเสียสมาธิจะได้คอยเรียกกระตุ้นเตือน หรือนั่งใกล้เด็กที่ไม่เล่น ไม่คุยในห้องเรียน

                    2.ถ้าเด็กหมดสมาธิจริงๆ ให้เปลี่ยนอิริยาบถแบบสร้างสรรค์ เช่น ลุกไปห้องน้ำ ไปล้างหน้า ไปช่วยลบกระดาน ช่วยแจกสมุดเพื่อน

                    3.ในกรณีที่สมาธิสั้นมาก สามารถใช้วิธีการลดระยะเวลาทำงานให้สั้นลง แต่ทำงานบ่อยและถี่กว่า
ด็กอื่น เน้นในเรื่องความรับผิดชอบและการทำงานให้สำเร็จ ถึงแม้จะใช้เวลาจำนวนหลายครั้งและนานกว่า

                 4.เด็กมักควบคุมตนเองลำบาก เช่น ซุ่มซ่าม ทำของเสียหาย หุนหันพลันแล่น ไม่ควรทำโทษรุนแรง แต่ควรปราม โดยการตั้งกฎ ตักเตือน และสอนสม่ำเสมอ สอนให้แยกแยะพฤติกรรมเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม เช่น เก็บของเข้าที่เรียบร้อย รับโทษเมื่อทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ชดใช้เมื่อทำของเสียหาย หรือโดนริบรางวัลที่ควรจะได้ในเดือนนั้น

                5.สร้างบรรยากาศที่เข้าใจและเป็นกำลังใจ ช่วยเด็กในการปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น ด้วยความสนใจ  เมื่อทำผิดพลาดควรปลอบใจ ด้วยท่าทีเห็นอกเห็นใจ เป็นมิตร และแนะนำวิธีการแก้ไขปัญหา

                6.การสื่อสารกับเด็ก ควรพูดกับเด็กเมื่อเด็กพร้อมฟัง คำพูดกระชับ สั้น ชัดเจนถ้าไม่นิ่ง เหม่อลอย    ควรแตะตัวให้หยุด หันมาสบตาก่อนค่อยพูดสื่อสารกัน เรียกหรือแตะมือ จูงมือ ให้มาตามคำสั่งเมื่อเด็กอยู่ในช่วงวอกแวก เสียสมาธิหรือเหม่อลอยมาก

                        7.ช่วยเหลือด้านการเรียน ต้องอธิบายง่ายๆ สั้นๆ สาธิตเป็นรูปธรรม หรือลงมือปฏิบัติให้เห็นตัวอย่างชัดเจน

เด็กจะเป็นสมาธิสั้นหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการประเมินของกุมารแพทย์ด้านพัฒนาการ หรือจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเป็นผู้ประเมินผลและสังเกตพฤติกรรมทางคลินิกของเด็ก ถ้าผู้ปกครองถ้ารู้สึกไม่สบายใจหรือกังวลว่าเด็กจะเป็นสมาธิสั้นหรือไม่ ทางที่ดีควรพาเด็กไปปรึกษาแพทย์ หากเป็นก็จะได้หาวิธีการรักษาต่อไป

.......................................................

Copyright ? 2020 Queen Savang Vadhana Memorial Hospital  Rights Reserved.


joomla counter Queen Savang Vadhana Memorial Hospital