อันตราย...จากยาตีกัน

 ทิพวรรณ     

เภสัชกรหญิงทิพวรรณ   วงเวียน 

คุณเป็นเช่นนี้หรือไม่...

             
 เจ็บป่วยด้วยโรคที่ต้องกินยาเป็นประจำ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเอดส์ เป็นต้น
 ไปรับการรักษาจากโรงพยาบาล หรือคลินิกหลายๆ แห่ง
 ซื้อยาและอาหารเสริมมากินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรเกี่ยวกับยาชนิดอื่นๆ ที่กินอยู่
ถ้าใช่...คุณก็มีโอกาสที่จะเกิดอันตรายจากยาตีกัน

ยา1

ยาตีกันคืออะไร?

        ยาตีกัน หมายถึง การที่ฤทธิ์ของยาตัวหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเมื่อได้รับยาอีกตัวหนึ่งร่วมด้วย โดยผลที่เกิดขึ้นอาจก่อให้เกิดการแพ้ยาหรืออาการไม่พึงประสงค์ขึ้น หรืออาจจะทำให้ผลการรักษาลดลง ซึ่งบางครั้งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ส่วนความรุนแรงของยาตีกันจะเกิดขึ้นมากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับสภาวะของผู้ป่วย ระยะเวลาที่ใช้ยาร่วมกัน และขนาดยาที่ใช้ด้วย 

สาเหตุของยาตีกัน

        ผู้ป่วยโรคเรื้อรังมักต้องรักษาด้วยยาเป็นหลัก และมักต้องใช้ยาหลายชนิดในการรักษา รวมถึงต้องใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน นอกจากนี้ผู้ป่วยบางคนยังไปรับการรักษาจากสถานพยาบาลหลายแห่ง โดยไม่ได้แจ้งให้แพทย์ทราบ จึงมีโอกาสที่อาจจะได้รับยาซ้ำซ้อนกัน รวมถึงในบางครั้งผู้ป่วยโรคเรื้อรังอาจจะมีการเจ็บป่วยด้วยโรคอื่นๆ เช่น เป็นหวัด ปวดหัว ท้องเสีย แล้วไปพบแพทย์ที่อื่นหรือซื้อยากินเอง โดยไม่ได้แจ้งให้แพทย์ หรือเภสัชกรทราบว่า ตัวเองกินยารักษาโรคเรื้อรังอื่นๆ อยู่ ก็อาจจะนำมาซึ่งปัญหายาตีกันได้  

ยา2

ตัวอย่างยาตีกัน

        ยาลดความดันโลหิตสูงตีกับยาแก้ปวด :ผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงอาจจะมีปัญหาเรื่อง ปวดเข่า ปวดข้อตามวัย ซึ่งหากมีอาการปวดมากๆ ก็จำเป็นต้องกินยาบรรเทาอาการปวด และเพื่อป้องกันปัญหาการระคายเคืองกระเพาะอาหาร แพทย์จึงแนะนำให้ผู้ป่วยกินยาแก้ปวดทันทีหลังอาหาร แต่อาจจะลืมนึกไปว่า ยากลุ่มนี้ยังมีฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดหดตัวได้เช่นกัน ดังนั้นหากผู้ป่วยกินยาแก้ปวดเป็นระยะเวลานานก็อาจจะไปกดฤทธิ์ยาลดความดันโลหิต ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถลดความดันโลหิตได้ 

        ยาลดความดันโลหิตสูงตีกับยาแก้แพ้อากาศ : ยาลดความดันโลหิตสูงจะออกฤทธิ์โดยการขยายหลอดเลือด เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ขณะที่ยาแก้แพ้อากาศ (ซึ่งใช้สำหรับแก้ไขอาการจาม น้ำมูกไหล คัดจมูก) จะออกฤทธิ์ด้วยการทำให้หลอดเลือดหดตัว ดังนั้นหากผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงต้องกินยาแก้แพ้อากาศเป็นระยะเวลานาน ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหายาตีกัน คือทำให้ผู้ป่วยควบคุมความดันไม่ได้ ดังนั้นหากจำเป็นต้องใช้ยาแก้แพ้อากาศร่วมกับยาลดความดันโลหิตสูงร่วมกันก็ควรใช้ไม่เกิน 2-3 วัน อย่าใช้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน  

        ยารักษาเบาหวานตีกับยาแก้แพ้อากาศ : ตามปกติผู้ป่วยเบาหวานต้องกินยามากอยู่แล้ว และคงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ป่วยเบาหวานจะไม่แพ้อากาศ คัดจมูก น้ำมูกไหล ซึ่งต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพราะยาแก้แพ้อากาศมีผลต่อการเพิ่มระดับอุณหภูมิในเลือด ซึ่งอาจจะส่งผลให้การออกฤทธิ์ของยาลดน้ำตาลในเลือดมีประสิทธิภาพลดลง  

        ยาแก้ท้องเสียชนิดที่เป็นถ่านตีกับยาเบาหวานและยาลดความดัน : ปัจจุบันผู้ป่วยนิยมกินถ่านเพื่อแก้ปัญหาท้องเสียมากขึ้น เพื่อให้ถ่านหรือคาร์บอนไปช่วยดูดซับสารพิษ แต่หากว่าผู้ป่วยกินถ่านพร้อมกับยาลดความดันโลหิตและยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ถ่านก็จะไปจับกับยาเหล่านี้ ทำให้ประสิทธิภาพของยาเบาหวานและยาลดความดันโลหิตลดน้อยลง ดังนั้นหากว่าจะกินถ่านเพื่อแก้ปัญหาท้องเสีย ผู้ป่วยควรกินถ่านก่อนสัก 2 ชั่วโมง แล้วจึงค่อยกินยาลดความดันโลหิตสูง หรือยาเบาหวาน เพื่อที่ว่าถ่านจะได้ไม่ไปแย่งจับกับยาเบาหวาน หรือยาลดความดัน รวมถึงยาชนิดอื่นๆ ที่ผู้ป่วยต้องกินเป็นประจำ 

        ยาฆ่าเชื้อบางกลุ่มตีกับยาลดกรด : ผู้ป่วยที่ต้องกินยาลดกรดในกระเพาะเป็นประจำต้องระมัดระวัง หากว่ามีอาการท้องเสียและจะต้องกินยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อ ยาลดกรดจะมีแร่ธาตุพวกแคลเซียม อลูมิเนียม ซึ่งจะทำให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างยา โดยแร่ธาตุเหล่านี้จะไปจับกับยาฆ่าเชื้อ ทำให้ยาฆ่าเชื้อออกฤทธิ์ได้ลดลงกว่าครึ่ง ส่งผลให้การเชื้อลดลง แต่ผู้ป่วยสามารถแก้ปัญหานี้ได้ง่ายๆ ด้วยการกินยา 2 ชนิดนี้ให้ห่างกันประมาณ 1-2 ชั่วโมงเช่นกัน 

        ยาลดกรดลดประสิทธิภาพการดูดซึมแคลเซียม : เนื่องจากแคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่จะดูดซึมได้ดีในสภาพที่เป็นกรด จึงต้องอาศัยความเป็นกรดในลำไส้ละลายแคลเซียมแล้วจึงดูดซึม ดังนั้นหากว่าผู้ป่วยกินแคลเซียมพร้อมกับยาลดกรด ซึ่งจะทำให้สภาพความเป็นกรดในลำไส้ลดลง ยาลดกรดก็จะไปลดการละลายของแคลเซียมในลำไส้ลงด้วย ทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งหมด ดังนั้นหากต้องการให้ร่างกายได้รับแคลเซียม 100 % เท่ากับที่กินไปก็ควรจะกินแยกมื้อกัน เช่น หากกินแคลเซียมพร้อมกับอาหารมื้อเช้า ก็อาจจะกินยาลดกรดในช่วงเย็น แต่ถ้าแพทย์สั่งว่าต้องกินยาลดกรดช่วงเช้า ก็เปลี่ยนไปกินแคลเซียมมื้อเย็นก็ได้ เพื่อยาจะได้ไม่ตีกัน 

ยา3

        ยาแก้แพ้อากาศซ้ำซ้อนกับพาราเซตามอล : เนื่องจากยาลดไข้ ลดน้ำมูก แก้คัดจมูกบางชนิดที่วางจำหน่ายอยู่ในร้านขายยาจะมีพาราเซตามอลเป็นส่วนผสมอยู่แล้ว แต่หากว่าผู้ป่วยไม่ทราบก็อาจจะกินพาราเซตามอลเข้าไปอีกหากว่ามีอาการปวดศีรษะ ซึ่งทำให้ได้รับยาซ้ำซ้อน โดยปัญหาเช่นนี้อาจจะเกิดขึ้นได้กับผู้ป่วยที่กินยาคลายกล้ามเนื้อซึ่งมีพาราเซตามอลผสมอยู่เช่นกัน เพราะผู้ป่วยอาจจะได้รับพาราเซตามอลซ้ำซ้อนหากมีอาการปวดศีรษะเกิดขึ้น 

        อาหารเสริมตีกับยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด : ผู้สูงอายุที่กินยาป้องกันการแข็งตัวของเลือดหรือยาที่ทำให้เลือดแข็งตัวช้า อย่างเช่นแอสไพริน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะใช้ป้องกันภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ หลอดเลือดหัวใจอุดตัน ผู้ป่วยเหล่านี้ต้องระมัดระวังในการดื่มน้ำผลไม้และการกินอาหารเสริมบางอย่าง เช่น กระเทียม หรือแปะก๊วย เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ เช่น เกิดภาวะเลือดออกผิดปกติและอาจะเป็นอันตรายร้ายแรงได้ ดังนั้นหากไปพบแพทย์ก็ควรแจ้งให้แพทย์ทราบว่ากินอาหารเสริมอะไรอยู่บ้างเพื่อความปลอดภัย 

        ยาแก้ปวดไมเกรนตีกับยาต้านไวรัสเอดส์บางกลุ่ม : ผู้ป่วยเอดส์ที่ต้องกินยาต้านไวรัส เช่น ยาคาลีทร้า ยาอีฟาไวเร้น ต้องระมัดระวังการกินยาร่วมกับยาแก้ปวดไมเกรนที่เป็นที่รู้จักกันในชื่อ คาร์เฟอกอต เพราะจะ ทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงทันทีหลังจากกินยาร่วมกันภายใน 1-2 วัน โดยจะมีผลทำให้หลอดเลือดปลายมือปลายเท้าหดตัว ทำให้เกิดอาการชามือชาเท้า ต่อมาอาจจะมีอาการแขนขาอ่อนแรง ผิวหนังบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้าเริ่มมีสีม่วงคล้ำขึ้นจนเปลี่ยนเป็นสีดำ และสุดท้ายถ้าไม่ได้รับการรักษาจะทำให้เกิดเนื้อตายจนต้องตัดแขนตัดขาทิ้งได้ ดังนั้นผู้ป่วยเอดส์ควรหลีกเลี่ยงการกินยาแก้ปวดไมเกรนคาร์เฟอกอต เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่รุนแรง ถ้าผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะและต้องการยาบรรเทาอาการปวดศีรษะ ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบว่า ตัวเองรับประทานยาต้านไวรัสเอดส์ชนิดใดอยู่  

        ปัญหาเรื่องยาตีกันหรือการใช้ยาซ้ำซ้อนสามารถเกิดขึ้นได้หากไม่รู้เท่าทัน ดังนั้นถ้าท่านมีโรคประจำตัวที่จะต้องกินยาต่อเนื่อง ทุกครั้งที่มีอาการเจ็บป่วยที่ต้องได้รับยาแตกต่างจากเดิม ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรให้ทราบเกี่ยวกับยาประจำตัวที่ท่านกินอยู่ ไม่ว่าจะเป็นยาที่ได้รับจากโรงพยาบาล คลินิกหรือยา และอาหารเสริมที่ซื้อมากินเอง เพื่อจะได้ปลอดภัยจากปัญหายาตีกัน 

 

-----------------------------------------------

 
Copyright ? 2020 Queen Savang Vadhana Memorial Hospital  Rights Reserved.


joomla counter Queen Savang Vadhana Memorial Hospital