อาหารต้านลมหนาว

 พี่ออม

ออม   กิตติพร        

                    เมืองไทยถือว่าโชคดีนะคะ… แม้จะไม่ค่อยหนาว มีแต่ร้อนกับร้อนกว่า แต่อากาศก็ไม่แปรปรวน  มากนัก  ฤดูหนาวเมืองไทยอยู่ระหว่างเดือนตุลาคม – มกราคม  แต่เมื่อฤดูหนาวมาเยือนอาจทำให้ ป่วยได้  ซึ่งสุขภาพที่มากับหน้าหนาวนี้ มีผลกระทบต่ออวัยวะหลักๆ  คือ ผิวหนัง  ระบบทางเดิน หายใจ ระบบทางเดินอาหาร  เช่น  ผิวหนังก็ทำให้แห้ง-แตก-หลุดลอกเป็นชั้นๆ  รู้สึกคันตามเนื้อตัวภายในปากเหมือนปากแห้ง  ริมฝีปากแตก ระบบทางเดินหายใจก็ทำให้เป็นหวัด คัดจมูก แน่นหน้าอก เจ็บคอ มีเสมหะตอนเช้า  เวียนหัวแต่ไม่มีไข้  ส่วนระบบทางเดินอาหารก็ต้องระวัง เพราะหน้าหนาวมีไวรัสที่หนีหนาวมาอยู่กับอาหารมาก ซึ่งทำให้เกิดอาการท้องเสีย ดังนั้นการรับประทานให้ปลอดภัยจากหน้าหนาวจึงช่วยได้มาก  ตัวอย่างอาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน หรือป้องกันภัยหนาวให้กับร่างกายเพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรง  เริ่มกันที่รับประทานต้านหวัดในช่วงหน้าหนาวแบบนี้เลย                                                                              รูปที่1

  1.  ฝรั่งสดและเสาวรส  เพื่อให้ได้วิตามินซีเข้มข้น และสดพอที่จะเสริมคอลลาเจนเส้นเลือด

  2.  มะขามป้อม  เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงมาก รสฝาดอมเปรี้ยว ใช้แก้ไอ กระตุ้นน้ำลายให้ชุ่มคอ
แก้คอแห้ง ขับเสมหะ โดยใช้เนื้อผลสดแก่ครั้งละ 1-3 ผล โขลกพอแหลกใส่เกลือเล็กน้อย อมหรือเคี้ยว รับประทานวันละ  3-4 ครั้ง

 3. น้ำขิง  มีรสเผ็ดร้อน แก้เสมหะ แก้คลื่นเหียน อาเจียน  การใช้ขิงรักษาอาการไอ มีเสมหะ ให้ใช้เหง้าขิงสดฝนกับมะนาว หรือใช้เหง้าขิงสดผสมน้ำเล็กน้อย แล้วคั้นเอาแต่น้ำใส่เกลือเล็กน้อย นำมาฝาดคอ หรือจิบบ่อยๆเป็นสิ่งที่ช่วยป้องกันการอักเสบและฆ่าเชื้อในคอ เปรียบเสมือนยาแก้หวัดจากธรรมชาติ

  4.  มะขาม  ส่วนที่นำมาใช้คือเนื้อฝักแก่ มีรสเปรี้ยวเพราะมีกรดอินทรีย์ ซึ่งแพทย์แผนไทยเชื่อว่ามีฤทธิ์ขับเสมหะ
 ให้นำมาจิ้มเกลือรับประทาน หรืออาจคั้นเป็นน้ำมะขามใส่เกลือรับประทานเปล่าๆ ก็ได้

  5. มะนาว  ให้ใช้ผลสดคั้นเอาน้ำ ใส่เกลือเล็กน้อย จิบบ่อยๆ หรืออาจทำเป็นน้ำมะนาวใส่เกลือและน้ำผึ้ง
จิบบ่อยๆ   ก็ได้

  6. มะแว้งเครือและมะแว้งสด สรรพคุณเหมือนกับมะนาว ขับเสมหะ โดยใช้ผลแก่สดที่สุกแล้วมีรสขม
ใช้5-10ผลโขลกพอแหลก คั้นเอาเฉพาะน้ำใส่เกลือใช้จิบบ่อยๆ

รูปที่2

                  อากาศที่หนาวเย็นบางครั้งการอาบน้ำอุ่นจะทำให้ผิวแห้งง่ายกว่าอาบน้ำเย็น เพราะน้ำมันที่ผิวหนังจะถูกชะล้างออกไป รวมถึงความชื้นของอากาศที่ลดลง ก็จะเพิ่มให้ผิวหนังแตกและคันได้ง่าย ดังนั้นเราควรจะดูแลร่างกายในช่วงหน้าหนาวนี้เป็นพิเศษ โดยการรับประทานเพื่อป้องกัน     ผิวแห้ง ได้แก่

 1. น้ำมันงา  งาดิบประมาณ  1  ถ้วย  โขลกให้ละเอียด บีบเอาน้ำมันจากงาเก็บไว้ในขวดทาผิวตอนเช้า และก่อนนอน น้ำมันงาจะช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้น ลดอาการแห้ง แตก และคัน

 2.  ขมิ้นชัน มีสรรพคุณช่วยลดอาการคัน และช่วยลดอาการผดผื่นตามผิวหนัง เพียงนำขมิ้นชันสด
มาล้างให้สะอาดโขลกให้ละเอียด บีบน้ำที่ได้นำมาทาผิว หลังอาบน้ำเช้า เย็น แต่อาจจะมีสีของ
ขมิ้นติดตามเสื้อผ้าได้ จึงขอแนะนำให้ระมัดระวังสักนิด

 3. ผิวมะกรูด น้ำมันที่ผิวของมะนาวและมะกรูด จะช่วยเคลือบผิวให้ชุ่มชื้น ลดอาการคัน ลดอาการอักเสบ โดยนำมะนาวที่ใช้แล้วส่วนบริเวณผิวด้านนอกของมะนาว มาทาผิวบริเวณที่แห้งคัน ทั้งเช้า และเย็น ก็จะช่วยลดอาการคันได้

  4.  น้ำมันปลา ลดการอักเสบทำให้ผิวมีความยืดหยุ่นดี ช่วยต้านอนุมูลอิสระที่มาทำร้ายผิว

  5.  น้ำใบบัวบก  มีสารต้านการอักเสบที่ผิว ซึ่งจะทำงานเสริมกับคลอลาเจน ช่วยให้แผลสดและรอยแผลเป็น
สมานได้ดีขึ้น

รูปที่3

                     นอกจากนี้ถ้าจะรับประทานอาหารที่ปรุงสุก ก็ควรเลือกอาหารที่มีสารอาหารในการ               ป้องกันหวัด เพื่อช่วยเสริมสร้างระบบทางเดินอาหาร  ได้แก่

1.  กะเพราและโหรพา  ในใบกระเพราและโหระพา จะมีน้ำมันธรรมชาติที่ช่วยฆ่าเชื้อในลำไส้และทำให้ลำไส้บีบตัวดี 

2.  หัวหอมและต้นหอม   มีส่วนของเส้นใยอาหารที่ทำงานได้ดีในลำไส้ เป็นใยอาหารชนิด “อินนูลิน” ที่ช่วยบำรุงจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหาร 

3.  กล้วยน้ำว้าห่าม  มีสาร “เทนนิน” ช่วยระงับอาการท้องเสีย และทำให้ลำไส้ทำงานเป็นปกติ มีวิตามินบี โพแทสเซี่ยม ช่วยบำรุงแร่ธาตุที่เสียไป ส่วนแมกนีเซี่ยมช่วยการบีบตัวของลำไส้

 

4.  กระเทียมสดในกระเทียมสดประกอบด้วยสารทรงคุณค่า 2 ชนิด คือ อัลลิซิน                และไดอะลิศ ซึ่งทำหน้าที่ลดคลอเลสเตอรอล เป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ ช่วยลดความดันโลหิต และป้องกันเลือดจับตัวเป็นก้อน ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ดีควรรับประทานกระเทียมวันละ 2 กลีบ เป็นประจำทุกวันค่ะ 

สรุปแล้วหน้าหนาวนี้ใครอยากมีสุขภาพที่ดี และผิวสดใส ไม่แตกกร้าน ก็เลือก 

รับประทานกันตามใจชอบแล้วกันนะคะสวัสดีค่ะ

            รูปที่4<

-----------------------------------------------

Copyright ? 2020 Queen Savang Vadhana Memorial Hospital  Rights Reserved.


joomla counter Queen Savang Vadhana Memorial Hospital