ท้องเสีย

     

นายแพทย์ณหทัย   จงประสิทธิ์กุล  

         

คุณเคยมีอาการท้องเสียโดยไม่ทราบสาเหตุว่าไปรับประทานอะไรมาหรือเปล่า? และเมื่อมีอาการท้องเสียควรจะทำตัวอย่างไร? จะต้องรับประทานยาหยุดถ่ายโดยทันทีหรือไม่ ?

               ท้องเสีย คือ อาการถ่ายอุจจาระบ่อยเกินกว่าวันละสามครั้ง หรืออุจจาระเหลวเป็นน้ำมากกว่าเนื้อ หรืออาจจะถ่ายเป็นมูกเลือด ผู้ที่ป่วยจะไม่สามารถดูดซึมสารอาหาร หรือน้ำได้อย่างเหมาะสม หากเป็นนานเกินไป ผู้ที่เป็นโรคท้วงร่วงอาจมีภาวะขาดน้ำ หรือมีปัญหาเกลือแร่ผิดปกติได้ 

รูปที่1

         

สาเหตุของอาการท้องเสีย

ท้องเสีย โดยทั่วไปมักเกิดจากการรับประทานอาหาร และดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค  หรือจากการ รักษามือที่ไม่สะอาด อุจจาระที่ปนเปื้อนจากมือจึงทำให้เกิดการติดเชื้อได้จากมือสู่ปากโดยตรง หรือในการ ปรุงอาหาร ในการสัมผัสอาหาร หรือน้ำดื่มในขั้นตอนต่างๆ และรวมทั้งในขั้นตอนของการเลี้ยงดูเด็ก ซึ่งโดยทั่วไปท้องเสียจากการติดเชื้อมักเป็นท้องเสียเฉียบพลัน การรับประทานอาหาร หรือดื่มน้ำที่ไม่สะอาด  การแพ้อาหารบางชนิด เช่น นม เนื่องจากขาดเอนไซม์ที่ใช้ย่อย        น้ำตาลแลคโตสในนม รับประทานอาหารมากเกินไป หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์


 เมื่อมีอาการท้องเสียควรทำอย่างไร จะต้องรับประทานยาหยุดถ่ายโดยทันทีหรือไม่?
หลายๆ คนอาจคิดว่าเมื่อมีอาการท้องเสียควรรับประทานยาหยุดถ่าย หรือยาแก้ท้องเสีย แต่รู้หรือไม่ว่าวิธีการเช่นนี้เป็นความคิดที่ผิดมากๆ เพราะการรับประทานยาหยุดถ่าย หรือยาแก้ท้องเสียจะทำให้ลำไส้ต้อง กักเก็บเชื้อโรคเอาไว้นานขึ้น จะทำให้ท้องอืด ปวด และแน่นท้องมากขึ้น ดังนั้นถ้าท้องเสียไม่ควรรับประทาน ยาหยุดถ่าย แต่ควรจะถ่ายให้หมด เพราะว่าร่างกายจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบเมื่อมีการติดเชื้อ หรือรับประทานอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ โดยการปล่อยสารพิษ หรือเชื้อโรคออกมา และเมื่อปล่อยหมด การเคลื่อนตัวของลำไส้ก็จะกลับมาเป็นปกติ

 

รูปที่2 

    

วิธีดูแลตนเองเมื่อท้องเสียในช่วง 24-72 ชั่วโมง

            1. หยุดรับประทานอาหาร 2 - 4 ชั่วโมง เพื่อให้ลำไส้หยุดการทำงาน

            2. ดื่มเกลือแร่ผงผสมกับน้ำต้มสุก หรือใช้เกลือป่นผสมกับน้ำต้มสุกเพื่อทดแทนน้ำกับเกลือแร่ที่ร่างกายสูญเสียไป

            3. หลังจากนั้นจึงเริ่มรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย เช่น ข้าวใส่เกลือ ข้าวต้ม หรือโจ๊ก งดอาหารรสจัด และอาหารที่มีกากใยมาก
                เช่น ผัก ผลไม้

            4. รับประทานโยเกิร์ตที่มีโปรไบโอติก (probiotic yogurt) เชื้อแบคทีเรียมีชีวิตที่มีอยู่ในโยเกิร์ตสามารถช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย
               บางชนิด และจะทำให้หายเร็วขึ้นได้

            5. ลองรับประทานแบรทไดเอ็ท (BRAT diet) ได้แก่ กล้วย ข้าว แอปเปิ้ล หรือน้ำแอปเปิ้ล และขนมปังปิ้งแห้ง อาหารสูตรนี้เหมาะสำหรับ
               เด็ก แต่ผู้ใหญ่ก็รับประทานได้เหมือนกัน ความจริงแล้วไม่จำเป็นจะต้องเน้นเฉพาะอาหารเหล่านี้ แต่การรับประทานอาหารเหล่านี้เพิ่ม
              อาจจะช่วยให้อาการท้องเสียหายเร็วขึ้นได้นะครับ

            6. งดดื่มนม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือคาเฟอีน จนกว่าจะหายท้องเสีย

            7. หลีกเลี่ยงยารักษาโรคท้องเสีย ยกเว้นแพทย์สั่งเท่านั้น เนื่องจากท้องเสียเป็นการขับสิ่งที่ไม่ดีออกไปจากร่างกาย ดังนั้นทางเดียวที่จะดีขึ้น
               ได้คือต้องยอมถ่ายเหลวให้หมด

            8. จะต้องรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาแก้อาเจียน ยาแก้ปวดท้อง หรือยาลดไข้ เมื่อมีอาการเหล่านั้น  ขณะท้องเสีย

 ควรได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนในกรณีดังต่อไปนี้ 
           1. อาเจียน หรือท้องเสียในเด็กแรกเกิดอายุน้อยกว่า 3 เดือน จะต้องพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการ
           2. เด็กอายุเกิน 3 เดือน ที่มีอาการอาเจียนนานกว่า 12 ชั่วโมง
           3. ท้องเสียนานกว่า 3 วัน
           4. อุจจาระมีเลือดปน มีสีดำ หรือดูมีน้ำมันปน
           5. อาการปวดท้องที่ไม่ดีขึ้นเมื่อได้ถ่ายอุจจาระแล้ว
           6. อาการขาดน้ำ เช่น เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย หรือเป็นตะคริว
           7. มีไข้ร่วมกับท้องเสีย โดยไข้สูงมากกว่า 38.33°C ในผู้ใหญ่ หรือสูงมากกว่า 38°C ในเด็ก

 รักษาท้องเสียได้อย่างไร?

 แนวทางการรักษาท้องเสีย คือการรักษา และป้องกันภาวะขาดน้ำ ซึ่งเมื่อผู้ป่วยดื่มไม่ได้ หรือท้องเสียรุนแรง อาจเป็นการให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ แต่ถ้ายังรับประทาน หรือดื่มได้ การรักษาคือการดื่มน้ำ หรือดื่มน้ำเกลือแร่ ซึ่งเป็นยาผงละลายน้ำ ที่ทั่วไปเรียกว่า ยาโออาร์เอส (ORS, Oral Rehydration Salts) นอกจากนั้น คือการรักษาตามสาเหตุ เช่น อาจให้ยาปฏิชีวนะเมื่อท้องเสียเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย และการรักษาประคับประคองตามอาการ เช่น ยาบรรเทาปวดท้อง หรือยาลดไข้ โดยทั่วไปแพทย์มักไม่แนะนำการรับประทานยาหยุดท้องเสีย เพราะการถ่ายอุจจาระ เป็นวิธีหนึ่งที่ร่างกายใช้กำจัดเชื้อโรค และสารพิษจากเชื้อโรคออกจากร่างกาย อย่างไรกตามกรณีนี้ขึ้นอยู่กับอาการผู้ป่วยแต่ละราย และดุลยพินิจของแพทย์

 จะป้องกันท้องเสียได้อย่างไร?
            1. วิธีป้องกันโรคท้องเสีย คือการป้องกันสาเหตุ ซึ่งที่สำคัญคือการป้องกันการติดเชื้อทางอาหาร  น้ำดื่ม และทางมือ
            2. รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) รวมทั้งในการเดินทางท่องเที่ยว
            3. รับประทานอาหารสุก และปรุงใหม่เสมอ ดื่มน้ำสะอาด ระวังการรับประทานน้ำแข็ง และดื่มนมสดเฉพาะที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้วเท่านั้น
            4. จะต้องล้างมือให้สะอาดเสมอ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง
            5. ปรึกษาแพทย์ เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น วัคซีนโรคตับอักเสบ

 

รูปที่3

 

โรคท้องเสีย เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ โดยการปฏิบัติตัวตามที่กล่าวมาแล้ว ผมจะขอเน้นย้ำอีกสักครั้งนะครับว่า ถ้าหากท่านมีอาการท้องเสีย ท่านไม่ต้องรับประทานยาหยุดถ่ายนะครับ เพราะว่าการรับประทานยาเพื่อให้หยุดถ่าย เป็นการเข้าใจผิดอย่างมาก นั่นก็คือจะทำให้ลำไส้ต้องเก็บเชื้อโรคเอาไว้อีกนาน อาการ
ท้องเสียก็จะไม่ดีขึ้น ควรดื่มน้ำหลังถ่ายทุกครั้งครับ

 

-----------------------------------------------

 
Copyright ? 2020 Queen Savang Vadhana Memorial Hospital  Rights Reserved.


joomla counter Queen Savang Vadhana Memorial Hospital