โรคความดันโลหิตสูง 

พญ.พัชรพร          

แพทย์หญิงพัชรพร  จารุอำพรพรรณ 

 โรคความดันโลหิตสูงหรือภาวะความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่พบบ่อยในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอายุมากกว่า 60 ปี ขึ้นไป และพบได้สูงถึงประมาณ 25-30%  ของประชากรโลกที่เป็นผู้ใหญ่ทั้งหมด  อย่างไรก็ตาม สามารถพบได้ในเด็ก แต่พบน้อยกว่าผู้สูงอายุ
            ความดันโลหิตสูง คือเมื่อความดันโลหิตสูงกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท โดยค่าความดันโลหิตปกติอยู่ที่ 100-140 มิลลิเมตรปรอท (ค่าความดันในเส้นเลือดแดงขณะหัวใจบีบตัว) และตัวล่างอยู่ที่ 60-90 มิลลิเมตรปรอท (ค่าความดันในเส้นเลือดแดงขณะหัวใจคลายตัว) โรคความดันโลหิตสูงแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ ชนิดไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด ซึ่งพบได้สูงถึง 90-95% ของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงทั้งหมด และชนิดทราบสาเหตุ ซึ่งพบได้ประมาณ 5-10% ของโรคนี้ ดังนั้นใน
ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง จึงเป็นชนิดไม่ทราบสาเหตุ แน่ชัด
 

รูปที่1

 

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่          

            - พันธุกรรม

            - โรคเบาหวาน

            - โรคอ้วน และน้ำหนักตัวเกิน

            - โรคไตเรื้อรัง

            - โรคนอนหลับแล้วหยุดหายใจ (Sleep apnea)

            - สูบบุหรี่ หรือการติดสุรา ยาเสพติด

            - กินอาหารเค็มสม่ำเสมอ

            - ขาดการออกกำลังกาย (เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคอ้วน และโรคเบาหวานด้วย)

            - ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์

 

อาการของโรคความดันโลหิตสูง

ส่วนใหญ่โรคความดันโลหิตสูงตรวจพบจากการตรวจสุขภาพประจำปี หรือตรวจพบโดยบังเอิญ เพราะโรคความดันโลหิตสูงมักไม่มีอาการแสดง อย่างไรก็ตาม อาการที่อาจพบในผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูง ได้แก่ ปวดศีรษะ (มักปวดบริเวณด้านหลังของศีรษะ) เวียนศีรษะ ได้ยินเสียงหึ่งๆ ในหู หรือส่วนใหญ่เป็นอาการของผลข้างเคียงจากโรคความดันโลหิตสูง เช่น จากโรคหัวใจ และจากโรคหลอดเลือดในสมอง หรือเป็นอาการจากโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่พบได้ร่วมกัน เช่น อาการจากโรคเบาหวาน หรือจากโรคอ้วน ในกลุ่มของโรคความดันโลหิตสูงชนิดทราบสาเหตุ จะมีอาการตามโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น โรคไต หรืออาการจากการที่มีฮอร์โมนผิดปกติ หรือโรคที่มีการตีบของหลอดเลือดแดงใหญ่ เป็นต้น

 

 การวินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูง

โรคความดันโลหิตสูงวินิจฉัยจากการที่มีความดันโลหิตสูงตลอดเวลา ซึ่งตรวจพบติดต่อกัน 3 ครั้ง โดยแต่ละครั้งควรห่างกัน 1 เดือน อย่างไรก็ตามถ้าหากตรวจพบว่าความดันโลหิตสูงมาก (ความดันตัวบนสูงกว่า 180 mmHg หรือ ความดันตัวล่างสูงกว่า 110 mmHg) หรือมีความผิดปกติของการทำงานของอวัยวะจากผลของ   ความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ก็ถือว่าวินิจฉัยเป็นโรคความดันโลหิตสูง และต้องรีบได้รับการรักษา แพทย์วินิจฉัยโรค   ความดันโลหิตสูงได้จาก ประวัติอาการ ประวัติเจ็บป่วยทั้งในอดีตและปัจจุบัน ประวัติการรับประทาน/ใช้ยา การตรวจวัดความดันโลหิต (ควรวัดที่บ้านร่วมด้วยถ้าหากมีเครื่องมือ เพราะบางครั้งค่าที่วัดได้ที่โรงพยาบาลสูงกว่าค่าที่วัดได้ที่บ้าน) เมื่อวินิจฉัยว่าเป็นความดันโลหิตสูง ควรตรวจร่างกาย และส่งตรวจอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุ หรือปัจจัยเสี่ยง นอกจากนี้ จำเป็นต้องตรวจหาผลกระทบของความดันโลหิตสูงต่ออวัยวะต่างๆ ได้แก่ หัวใจ ตา และไต เช่น ตรวจเลือดดูค่าน้ำตาลและไขมันในเลือด ดูการทำงานของไต และ
ค่าเกลือแร่ในร่างกาย ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจดูการทำงานของหัวใจ และเอกซเรย์ปอด ทั้งนี้การตรวจเพิ่มเติมต่างๆ จะขึ้นกับอาการผู้ป่วย และดุลยพินิจของแพทย์เท่านั้น

 

รูปที่2

 

การป้องกันโรคความดันโลหิตสูง

สิ่งสำคัญที่สุดที่จะป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิตสูง คือการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตทั้งเรื่องการกิน การออกกำลังกายโดย
         1.ควรควบคุมน้ำหนัก

                                                              
         2.ลดอาหารเค็ม หรือเกลือแกง น้อยกว่า 6 กรัม ต่อวัน) กินอาหารจำพวกผัก และผลไม้มากขึ้น
         3.ออกกำลังกาย โดยออกนานกว่า 30 นาที และออกเกือบทุกวัน
         4.ลดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
         5.พักผ่อนให้เพียงพอ
         6.รักษาสุขภาพจิต และอารมณ์
         7.ตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งรวมถึงตรวจวัดความดันโลหิต เริ่มได้ตั้งแต่อายุ 18-20 ปี หลังจากนั้นตรวจสุขภาพบ่อยตามแพทย์ 
          และพยาบาลแนะนำ

 

 การรักษาโรคความดันโลหิตสูง

            1.การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เหมือนดังที่กล่าวในแนวทางการป้องกัน คือการควบคุมการกินอาหาร การออกกำลังกาย และการลดน้ำหนัก ซึ่งผลการศึกษาพบว่าสามารถลดความดันโลหิตได้เหมือนกับการใช้ยาลดความดันโลหิต 1 ชนิด

                              อาหารที่แนะนำคือ อาหาร (DASH diet =Dietary Approaches to Stop Hypertension)
                          - อาหารไขมันต่ำ นมประเภทไขมันต่ำ และไขมันไม่อิ่มตัว
                          - หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ปาท่องโก๋ ไก่ทอด มันฝรั่งทอด หรืออาหารที่ใช้ปริมาณน้ำมัน   
                             มาก ๆ โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว และคลอเลสเตอรอลสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน ไขมันจาก
                             สัตว์ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม กะทิ เป็นต้น
                          - เน้นรับประทานผัก ผลไม้สดมาก ๆ ทุกมื้อ
                          - ธัญพืชชนิดที่ไม่ขัดสี (whole grain) เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท
                          - ถั่วเปลือกแข็งที่มีปริมาณใยอาหาร และแร่ธาตุแมกนีเซียมสูง
                          - จำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ให้เกิน 1 drink สำหรับผู้หญิง และ 2 drinks สำหรับผู้ชาย
                          - จำกัดเกลือไม่ให้เกิน 6 กรัมต่อวัน หรือน้ำปลา 1 ช้อนชา (เท่ากับ โซเดียม 2.4 กรัม) อาหารที่
                            เค็มจัดหรือมีปริมาณโซเดียมสูง อาหารแปรรูปต่าง ๆ ไส้กรอก กุนเชียง แฮม หมูแผ่น หมูหยอง  
                            ผักดองต่าง ๆ  เต้าหู้ยี้ ปลาเค็ม ไข่เค็ม เป็นต้น

             2. การให้ยาลดความดันโลหิต ซึ่งมีหลากหลายชนิด ทั้งชนิดกินและชนิดฉีด ซึ่งขึ้นกับความรุนแรงของอาการ โดยเกณฑ์การควบคุมความดันโลหิตสูง
ในผู้ป่วยอายุมากกว่า
60 ปี คือน้อยกว่า 150/90 mmHg เกณฑ์การควบคุมความดันโลหิตสูงในผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 60 ปี หรือเป็นเบาหวาน และโรคไตร่วมด้วย คือน้อยกว่า 140/90 mmHg

            3. การรักษาโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น รักษาโรคเบาหวาน การรักษาโรคที่เป็นสาเหตุ

            4. การรักษาผลข้างเคียงจากโรคความดันโลหิตสูง เช่น การรักษาโรคไตเรื้อรัง (โรคไตเป็นได้ทั้งสาเหตุ และผลข้างเคียงจากโรคความดันโลหิตสูง) โรคหัวใจ หรือโรคหลอดเลือดในสมอง

            รีบพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง หรือฉุกเฉิน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการเมื่อ

- ปวดศีรษะมาก

- เหนื่อยมากกว่าปกติมาก เท้าบวม (อาการของโรคหัวใจล้มเหลว)

- เจ็บแน่นหน้าอก ใจสั่น เหงื่อออกมาก จะเป็นลม (อาการจากโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งต้องพบแพทย์ฉุกเฉิน)

- แขนและขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว คลื่นไส้ อาเจียน (อาการจากโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งจะต้องพบแพทย์ฉุกเฉิน)

รูปที่3

 

โรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคเรื้อรัง และน่ากลัว แต่สามารถป้องกันได้ โดยดูแลสุขภาพตัวเองอย่างต่อเนื่อง ด้วยการออกกำลังกายเกือบทุกวัน กินผัก ผลไม้ ให้มากๆ ทุกมื้อ งดอาหารที่มีไขมันสูง ที่สำคัญคือจะต้องพักผ่อนให้เพียงพอวันละ 7 ชั่วโมง ดื่มน้ำสะอาดวันละ 8-10 แก้ว จะช่วยให้ร่างกายสดชื่น และผิวพรรณสดใสดูอ่อนกว่าวัย

 

-----------------------------------------------

Copyright ? 2020 Queen Savang Vadhana Memorial Hospital  Rights Reserved.


joomla counter Queen Savang Vadhana Memorial Hospital