





![]() | Today | 147 |
![]() | Yesterday | 199 |
![]() | This week | 1477 |
![]() | Last week | 1690 |
![]() | This month | 773 |
![]() | Last month | 8897 |
![]() | All days | 44772 |

เนื่องแต่สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาพระบรมราชเทวี ในรัชกาลที่ ๕ ทรงพระปริวิโยคเศร้าพระทัย ด้วยเหตุที่ทรงสูญเสียสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฏราชกุมาร อีกทั้งทรงสูญเสียสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าอีกพระองค์หนึ่งในเวลาใกล้กัน จึงเป็นเหตุให้ทรงพระประชวรจนถึงกับจะทรงพระดำเนินเองเกือบไม่ได้ เมื่อแพทย์หลวงได้ถวายการรักษาจนพระอาการดีขึ้นแต่ยังไม่มีพระกำลังสมบูรณ์

ในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เลือกหาที่ชายทะเลซึ่งมีอากาศดีสำหรับเป็นที่ประทับรักษาพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าพระองค์นี้ตามคำแนะนำของแพทย์ และทรงเลือกได้ที่ตำบลบางพระ จังหวัดชลบุรี (ซึ่งเป็นที่ตั้งกองทหารเรือชายทะเลที่ ๕ เก่า) จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระนางเจ้าเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับรักษาพระองค์ในที่ตำบลนี้ และก็ได้ผลตามพระราชประสงค์ คือพระอาการประชวรของสมเด็จพระนางเจ้าได้ทุเลาดีขึ้น
อนึ่งในครั้งนั้น เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงชูโต)ซึ่งออกไปอำนวยการบริษัทป่าไม้อยู่ที่ศรีราชา ได้รับพระบรมราชโองการให้ช่วยเป็นผู้อภิบาลสมเด็จพระนางเจ้าด้วยผู้หนึ่ง จึงได้ดำริจัดสร้างเรือนไม้ขนาดใหญ่ขึ้นหลังหนึ่งที่ชายทะเลตรงเนื้อที่ของท่านห่างจากที่หาดทรายลงไปประมาณ ๑ เส้น เมื่อสร้างเสร็จได้ถวายเป็นพระตำหนักที่ประทับของสมเด็จพระนางเจ้า และเชิญเสด็จจากตำบลบางพระมาประทับที่ตำหนักนี้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๒ และได้ประทับอยู่เกือบ ๑ ปี พระอาการประชวรก็ทรงพระทุเลาขึ้นเป็นลำดับมา และทรงพอพระทัยที่จะประทับอยู่ในตำบลนี้อีกต่อไปเป็นเวลานาน แต่พระตำหนักที่เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีจัดถวายนั้นคับแคบและอยู่ในน้ำไม่ถาวรแข็งแรง จึงทรงพระดำริเลือกหาพื้นที่ดินบนฝั่งตำบลศรีราชา สำหรับสร้างพระตำหนักเป็นที่ประทับต่อไป
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัตนวิศิษฐ์ (เมื่อยังดำรงพระ อิสริยยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่น) พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี และพระยาอมรศาสตร์ประสิทธิ์ ภายหลังเป็นพระยาแพทย์พงศาวิสุทธาธิบดี (นาค โรจน์แพทย์) ได้ตกลงเห็นพร้อมกันว่า บริเวณเนินเขาชายทะเลด้านทิศใต้ของพระตำหนักที่ประทับอยู่ขณะนั้น เป็นพื้นที่สูงเหมาะกับที่จะสร้างที่ประทับ จึงได้ถวายความเห็นนี้แด่สมเด็จพระนางเจ้า แล้วพระองค์ได้เสด็จทอดพระเนตรสถานที่นี้เป็นที่พอพระทัย จึงมีพระกระแสรับสั่งให้จัดสร้างพระตำหนักใหญ่ ๓ ชั้นขึ้นบนเนินเขาหลังหนึ่งสำหรับเป็นที่ประทับ และสร้างเรือนหลังย่อมๆสำหรับเป็นที่อยู่ข้าหลวงและมหาดเล็กอีกราว ๔-๕ หลัง นอกเนินเขาออกไปโดยรอบก็มีตำหนักเจ้านายและที่พักข้าราชการที่ตามเสด็จออกไปประจำในหน้าที่ราชการอีกหลายหลัง พระมหาอรรคนิกร (เติม ลางคุลเสน) เป็นหัวหน้าจัดการก่อสร้าง เมื่อแล้วเสร็จสมเด็จพระนางเจ้าได้เสด็จขึ้นประทับตำหนักใหม่นี้ใน พ.ศ. ๒๔๔๓ แล้วใช้เป็นที่สำหรับแปรพระราชฐานจากพระนครเสด็จมาประทับที่ตำหนักนี้หลายครั้งหลายคราว นับเป็นเวลาประมาณ ๓ ปีเศษจึงมิได้เสด็จไปประทับอีกเลย
อนึ่งในขณะที่ประทับอยู่ที่ศรีราชานั้น ได้มีข้าราชบริพาร และเจ้าหน้าที่ประจำการรักษาพระองค์เป็นจำนวนมาก ทั้งข้าราชการฝ่ายทหารพลเรือน ย่อมมีการป่วยไข้เป็นธรรมดา ราษฎรตำบลศรีราชาเองและบริเวณใกล้เคียงก็ยังมีการเจ็บป่วยกันมาก แต่ตำบลนี้อยู่ห่างไกลแพทย์ และเครื่องอุปกรณ์ในการรักษาพยาบาล สมเด็จพระนางเจ้า ซึ่งมีพระทัยเต็มไปด้วยการกุศลสาธารณะ จึงได้ทรงดำริว่า ประชาชนย่อมมีความเดือดร้อนทุกข์ทรมานจากการเจ็บไข้นั้น ถ้าได้มีสถานที่พยาบาลคนเจ็บไข้ขึ้นในตำบลนี้ นอกจากจะได้ใช้เป็นที่รักษาพยาบาลข้าราชบริพารและผู้ที่ตามเสด็จนั้นแล้ว ยังจะเป็นสาธารณประโยชน์ให้ประชาชนในท้องถิ่นที่ใกล้เคียงได้พึ่งพาอาศัยในยามเจ็บไข้ ซึ่งเป็นสาธารณกุศล และเป็นการช่วยชาติบ้านเมืองอีกส่วนหนึ่ง จึงได้รับสั่งให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอสมเด็จกรมพระสวัสดิวัตนวิศิษฐ์ และเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี คิดจัดการในเรื่องนี้ตามพระประสงค์ มีพระบำบัดสรรพโรค (หมอเอช. อาดัมสัน)

เป็นผู้ช่วยในการวางแผนผังการก่อสร้าง และได้ตกลงเลือกเอาที่ในน้ำชายทะเลตรงหน้าบ้านเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีซึ่งอยู่ห่างจากตำหนักน้ำประมาณ ๔ เส้นเป็นที่ปลูกสร้างโรงพยาบาล การปลูกสร้างได้เริ่มในพ.ศ.๒๔๔๔ ชั้นต้นสร้างเป็นเรือน ๒ ชั้นขึ้นก่อน ๑ หลัง แล้วเพิ่มขึ้นอีก ๔ หลังติดต่อเป็นหมู่เดียวกันไป เรือนทั้งหมดนี้เป็นเรือนไม้หลังคามุงจาก การก่อสร้างได้แล้วเสร็จในต้นเดือนกันยายน พ.ศ.๒๔๔๕ ในขณะนั้นสมเด็จพระนางเจ้าประทับอยู่กรุงเทพฯ จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชา ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมพยาบาล กระทรวงธรรมการ เสด็จประกอบพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ.๒๔๔๕ ซึ่งเป็นวันบำเพ็ญกุศลวันประสูติของพระองค์ และได้เริ่มรับคนเจ็บไข้เข้าพำนักอาศัยแต่วันนั้นเป็นต้นมา
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสหัวเมืองชายทะเล ได้แวะเยี่ยมสมเด็จพระนางเจ้าฯ จึงได้พระราชทานนามโรงพยาบาลนี้ว่า “โรงพยาบาลสมเด็จ”เป็นสิริมงคลนับแต่นั้นมา
ปัจจุบันโรงพยาบาลตั้งอยู่บนเนื้อที่ 71 ไร่ มีเตียงรับผู้ป่วย 500 เตียง มีบุคลากรประกอบด้วยแพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ และบุคลากรอื่นรวมทั้งสิ้นประมาณ 1,300 คน
ภารกิจของโรงพยาบาลคือให้การตรวจรักษาพยาบาลผู้ป่วยทุกสาขา พร้อมทั้งจัดคลินิกพิเศษเพื่อให้บริการเฉพาะทาง ได้แก่ คลินิกโรคทางเดินปัสสาวะ , คลินิกจักษุ , คลินิกหู – คอ – จมูก , คลินิกโรคเบาหวาน , คลินิกโรคภูมิแพ้ , คลินิกนิรนาม , คลินิกโรคผิวหนัง , คลินิกวางแผนครอบครัว , คลินิกไทรอยด์ , คลินิกโรคหัวใจ , คลินิกฝากครรภ์ , คลินิกตรวจสุขภาพเด็กดี และคลินิกผู้สูงอายุ
นอกจากนี้โรงพยาบาลยังจัดให้ผู้ป่วยที่มารับบริการนอกเวลาราชการโดยจัดคลินิกนอกเวลาราชการ ได้แก่ คลินิกตรวจโรคทั่วไป คลินิกทันตกรรม และคลินิกกายภาพบำบัด และยังเป็นสถานพยาบาลคู่สัญญาของประกันสังคม เพื่อให้บริการผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม ปี พ.ศ. 2533
ภารกิจที่นอกเหนือจากการตรวจรักษาพยาบาลผู้ป่วยคือ การรับบริจาคโลหิตโดยจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ในโครงการเข้าถึงประชาชน พัฒนาคุณภาพการให้บริการให้มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ปลอดภัย ประทับใจ เป็นที่เชื่อถือ ศรัทธาของประชาชน ส่งเสริมการศึกษาวิจัยเพื่อให้การบริการแก่สังคมท้องถิ่นให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี รวมทั้งพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน นิสิตแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทุกระดับให้มีความรู้ความสามารถก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของวิทยาการและเทคโนโลยี จัดวิทยากร ฝึกอบรมการช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยตามโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ จัดหน่วยปฐมพยาบาลเคลื่อนที่ไปยังหน่วยงาน ภาครัฐและเอกชนที่ขอความร่วมมือ อีกทั้งโรงพายบาลยังเป็นศูนย์ดวงตาภาค 2 สภากาชาดไทย
แก้ไขล่าสุด (วันอังคารที่ 09 มีนาคม 2010 เวลา 12:33 น.)
© 2009 ร.พ.สมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา
Supported by: pharmacycheaponline and themesbase
Joomla Templates designed by Web Hosting Top.org